นักเตะที่เก่งสุดของเอเชีย

    นักฟุตบอลจากทวีปเอเชียเริ่มมามีการส่งออกมาค้าแข้งในทวีปยุโรปกันมาๆ ก็เมื่อหลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นมีนักเตะเอเชียจากประเทศเจ้าภาพทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ถึงแม้ว่าจะมีข้อครหาในการตัดสินของผู้ตัดสินอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนั้นมีนักเตะคนหนึ่งที่เล่นได้อย่างโดดเด่นมาก นั่นคือพาร์ค จีซอง กองกลางตัวกลั่นที่หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกแล้วเขาก็ได้ย้ายตามกุส ฮิดดิ้งไปค้าแข้งในฮอลแลนด์กับพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมดังของแดนกังหันลม และอยู่ค้าแข้งที่นั่นถึง 3 ปี ก่อนจะมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันสนใจและดึงตัวมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวเพียง 4 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยถือเป็นนักเตะคนที่ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกที่ได้เซ็นต์สัญญากับทีม ซึ่งคนแรกเป็นตง ฟางโจว กองหน้าชาวจีนที่สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่พาร์ค จีซองถือว่าทำผลงานได้แตกต่างตันโดยสิ้นเชิง เมื่อเขากลายเป็นกำลังเสริม และกำลังสำคัญของทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัยรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างแน่นอนในเวลานี้ และมีการถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะจากเอเชียหลายคนที่ได้ย้ายมาค้าแข้งในยุโรป ทั้งนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมชาติญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทีมชาติออสเตรเลียก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จเท่ากัปอดีตกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้อย่างแน่นอน เพราะแทบจะไม่เคยมีนักเตะเอเชียคนไหนที่ได้ค้าแข้งในทีมระดับชั้นนำของยุโรปอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อน ซึ่งพาร์ค จีซอง ได้อยู่ค้าแข้งกับทีมนี้ถึง 7 ฤดูกาลเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะแขวนสตั๊ดไปแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ตอนนี้ในวัย 37 ปีเขายังได้เป็นฑูตของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย ซึ่งถือว่าเขาได้รับเกียรติจากสโมสรเป็นอย่างมาก และในช่วงระยะต่อจากนี้ไปอีกซัก 10-20 ปี ก็ยังไม่น่าจะมีนักเตะจากเอเชียคนไหนที่จะประสบความสำเร็จได้เท่ากับเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้เกาหลีใต้จะมีนักเตะที่ชื่อซอน ฮองมิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่ากองหน้าอย่างเขาจะทำประตูได้มากกว่าพาร์ค จีซอง แต่ผลงานโดยรวมแล้วยังคงเป็นรอง และต้องพิสูจน์ตัวเอองอีกซักระยะหนึ่ง

ซลาตันยังสุดยอด

    หลังจากที่ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ย้ายไปค้าแข้งในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ฟุตบอลลีกของเมืองลุงแซมกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีดาวดังไปค้าแข้งที่อเมริกานานพอสมควรแล้ว โดยคนสุดท้ายที่เป็นซุเปอร์สตาร์ก็คือสตีเว่น เจอร์ราร์ดที่ย้ายไปเล่นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แล้วยิ่งเขาย้ายไปค้าแข้งให้กับลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ หรือแอลเอ กาแล็กซี่ที่รู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งเป็นทีมเก่าของเดวิด เบ็คแฮ่ม และสตีเว่น เจอร์ราร์ดด้วย ซึ่งเป็นทีมที่อยู่ในเมืองที่ใหญ่ในด้านของการตลาด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอลเอเป็นเมืองแห่งฮอลลีวู๊ดด้วย

หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่นั่น “เดอะ ก็อด” ก็สร้างเรื่องราวต่างๆ มากมายเหมือนดั่งเทพนิยายเลยก็ว่าได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่นัดเปิดตัวของเขาที่ลงมาเป็นตัวสำรอง แต่กลับซัด 2 ประตูให้ทีมกลับมาเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จ 4-3 ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลในอเมริกา และแฟนฟุตบอลทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากคืนนั้นมีการแชร์เรื่องราวกันมากมายผ่านโลกโซเชี่ยลต่างๆ ถึงการทำประตูของซลาตัน อิบราฮิโมวิช โดยเฉพาะการยิงเกือบครึ่งสนามหลังจากถูกเปลี่ยนตัวลงไปไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้ทั่วโลกทราบกันดีว่าเขายังมีความสุดยอดอยู่ในตัว ถึงแม้ว่าจะอายุปาเข้าไป 36 ปีแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของเขายังเล่นอยู่ในลีกยุโรปได้แบบสบายๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาก็เลือกมาค้าแข้งในดินแดนสหรัฐอเมริกาแทน

ล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกในศึกเมเจอร์ ลีกได้สำเร็จแล้วด้วย หลังจากเล่นให้ทีมมาไม่ถึง 20 นัดด้วยซ้ำ โดยนัดที่เอาชนะออร์แลนโด้ ซิตี้ ทั้งๆ ที่ถูกนำไปก่อน 1-2 แต่ซลาตัน อิบราฮิโมวิชใช้เวลาไม่ถึง 25 นาทีในครึ่งหลังซัดแฮตทริคและพาทีมแอลเอ กาแล็กซี่กลับมาเอาชนะได้ในท้ายที่สุด 4-3 และพาทีมขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโซนตะวันตกแล้ว และน่าจะได้เล่นเพลย์ออฟอย่างแน่นอน ซึ่งจาก 17 นัดที่เขาลงสนามช่วยทีม ดาวเตะวัย 36 ปีสามารถทำได้ถึง 15 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ และ 8 นัดหลังสุดที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงสามารถทำได้ถึง 12 ประตูเลยทีเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงความสุดยอดด้านร่างกาย และความสามารถของเขาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่ในลีกยุโรปก็ตาม แต่เมเจอร์ ลีกก็ถือว่าน่าจะเทียบได้กับลีกยุโรประดับกลางๆ เลยทีเดียว ซึ่งยังไม่แน่ว่าเขาจะเล่นอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไหร่ หรือว่าจะย้ายกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้งหลังจากจบฤดูกาลที่นี่

โชเซ่ ฟอนเต้ ชีวิตผกผัน

            เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2 ปีก่อนหน้านี้โชเซ่ ฟอนเต้ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสยังเป็นนักเตะของทีมเซาต์แธมตันในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่เลย และตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสนใจกองหลังรายนี้มาร่วมทีมด้วยในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามารับงานกุนซือในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ๆ ซึ่งฟอนเต้ค้าแข้งในถิ่นเซนต์ แมร์รี่มาตั้งแต่ฤดูกาล 2010 โดยย้ายจากคริสตัล พาเลซมาอยู่กับทีมทางตอนใต้ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาต้องลงไปเล่นกับเซาต์แธมตันในศึกลีก วันเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ใช้เวลาเพียง 3 ปีกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดย 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเซาต์แธมตันเขาจับคู่ยืนเป็นปราการหลังตัวกลางร่วมกับเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ตอนนี้กลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปแล้ว ส่วนฟอนเต้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน เมื่อเขาช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ และในช่วงเดือนมกราคม 2017 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่เขาก็อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกจีนกับต้าเหลียน ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นเขาก็มีเพื่อนร่วมทีมต่างชาติเป็นยานนิค การาสโก้ ปีกทีมชาติเบลเยี่ยมที่ย้ายมาจากแอตเลติโก มาดริด และนิโคลัส ไกตาน ปีกชาวอาร์เจนไตน์ที่ก็ออกจากแอตเลติโก มาดริดเช่นกัน แต่กองหลังวัย 34 ปีก็อยู่ค้าแข้งในแดนมังกรได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น และก็ขอยกเลิกสัญญาออกมาในวันที่แข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกพอดี 15 กรกฏาคม 2018 หลังจากที่ทีมของเขาแพ้คู่แข่งไปถึง 0-8 ซึ่งปัจจุบันเข้าได้ทีมใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมลีลล์ในลีก เอิง ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับเขาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากเขากลายเป็นนักเตะที่ไม่มีสังกัด และสามารถย้ายทีมได้โดยอิสระและไม่มีค่าตัว

ปัจจุบันฟอนเต้ในวัย 34 ปียังเป็นตัวหลักในตำแหน่งแผงหลังของทีมชาติโปรตุเกสร่วมกับเปเป้อยู่ แต่ในส่วนของต้นสังกัดของเขากลับเลือกเส้นทางที่ไม่ค่อยดีหลังออกจากเซาต์แธมตัน ซึ่งเขาเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลด้วย และการได้เซ็นต์สัญญากับลีลล์ก็เหมือนว่าเขาได้กลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้ง โดยจะได้ใส่หมายเลข 6 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้

บราซิลในอีก 4 ปีข้างหน้า

    ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ที่พวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายนั้นถือว่าก็น่าผิดหวังสำหรับทีมระดับเต็งแชมป์อย่างทีมชาติบราซิล แต่หากมองไปในรายละเอียดแล้ว พวกเขาก็ทำได้ดีมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ แต่ดันมาพลาดในวันนั้นแค่ช่วงครึ่งแรกเท่านั้น ที่ถูกทีมชาติเบลเยี่ยมออกนำไป 2-0 ทำให้เริ่มครึ่งหลังมาพวกเขาต้องลำบากไล่ตาม และด้วยความเหนียวขงธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายทวารของทีมชาติเบลเยี่ยมในวันนั้นด้วยที่ทำให้พวกเขาต้องตกรอบในท้ายที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำได้ดีกว่าทีมชาติอาร์เจนติน่า หรือแม้กระทั่งทีมชาติเยอรมัน คือพวกเขามีทรงเกมที่ดีมาตลอดทุกนัด ไม่ได้เป็นทีมชาติบราซิลประเภทที่บุกเป็นอย่างเดียว แล้วถอยหลังหกล้ม เหมือนอย่างยุคก่อนๆ คือการทำทีมของติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันคือเน้นการมีเกมรับที่แข็งแกร่ง เหนียวแน่น และเสียประตูยาก ซึ่งการเสีย 2 ประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งนั้น คือการเสีย 2 ประตูครั้งแรกของทีมชาติบราซิล หลังจากที่ติเต้เข้ามาเป็นกุนซือเมื่อปี 2016 ด้วย

ตัวผู้เล่นของทีมชาติบราซิลชุดนี้ยังระดมไปด้วยนักเตะแนวรุกระดับชั้นนำของโลกเหมือนในทุกยุคที่ผ่านมา โดยมีเนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นตัวชูโรง และมีฟิลิเป้ คูตินโญ่ ดาวเตะจากบาร์เซโลน่าเป็นเพลย์เมคเกอร์ของทีมชุดนี้ ซึ่งนักเตะในแนวรุกนั้นเป็นพวกดาวรุ่ง หรือเป็นพวกที่อยู่ในช่วงพีคของการค้าแข้ง คือประมาณ 26 ปีอย่างเนย์มาร์ และคูตินโญ่ รวมถึงฟิร์มิโน่ด้วย แต่ในส่วนของแนวรับ กุนซือวัย 57 ปีจะเลือกนักเตะมากประสบการณ์เป็นตัวยืน ทั้งติอาโก้ ซิลวา เจา มิรานด้า มาร์เซโล่ ที่เข้าหลักสามย่านกันหมดแล้ว ส่วนฟากเนอร์ก็ปาเข้าไป 29 ปีแล้ว ทำให้แนวรับพวกเขาค่อนข้างนิ่ง และไม่ค่อยมีปัญหาในเวลาโดนคู่แข่งบุกกดดัน

ในศึกฟุตบอลโกปา อเมริกาในปีหน้าที่ประเทศบราซิลจะได้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งพวกเขาจะได้เป็นเต็ง 1 อย่างแน่นอน และมีโอกาสคว้าแชมป์สูงมาก หลังจากพวกเขาได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งสุดท้ายในปี 2007 และพวกเขาไม่ได้เข้าชิงชนะเลิศใน 3 ครั้งหลังสุดด้วย ส่วนในศึกฟุตบอลโลกอีก 4 ปีข้างหน้าติเต้ที่พึ่งต่อสัญญาจะได้คุมทีมไปจนถึงหลังจบบอลโลกหนนั้น ซึ่งพวกดาวดังในตอนนี้อย่างเนย์มาร์จะอายุ 30 ปีพอดี และน่าจะมีความคิดที่จะทำเพื่อทีมมากขึ้นก็มีโอกาสที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จก็ได้

รูนี่ย์ควรรีบเลิก

    หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็เลือกตัดสินย้ายทีมกลับไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน สโมสรที่ปั้นเขามากับมือ ก่อนที่จะขายให้กับทีม “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวเกือบ 30 ล้านปอนด์ในปี 2004 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน มุทะลุ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟน “เรด อาร์มี่” ได้ไม่ยาก ซึ่งรูนี่ย์ได้ทิ้งสถิติ และประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอดการเล่นของเขา 13 ฤดูกาล ทั้งผู้ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 253 ทำลายสถิติที่มีมายาวนานเกือบ 50 ปีของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ รวมถึงสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติอังกฤษอีกด้วยจำนวน 53 ประตู  และเขาตัดสินใจอำลาทีมชาติอังฤษหลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นานด้วย ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ โดยรูนี่ย์เลือกตัดสินใจกลับไปสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมรักของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็ต้องอยู่กับกุนซือถึง 3 คน ทั้งโรนัลด์ คูมันน์ ที่โดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปเพียงไม่กี่นัด โดยเดวิด อันสเวิร์ธ ก็เข้ามารับหน้าที่ขัดตาทัพ ก่อนจะไปจ้างแซม อัลลาไดซ์มาคุมทีมจนจบฤดูกาลที่แล้ว โดยเขายังสามารถทำประตูให้ทีมได้แตะหลัก 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะโรยราลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 32 ปี และช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมเคยอยู่ในโซนลุ้นหนีตกชั้นมาก่อน ก่อนที่ “บิ๊กแซม” จะเข้ามากู้สถานการณ์

ซัมเมอร์นี้เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนนายใหม่อีกครั้งมาเป็นมาร์โก ซิลวา และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่ารูนี่ย์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเขา ทำให้ต้องไปหาทีมใหม่โดยเป็นดีซี ยูไนเต็ด ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา และรูนี่ย์ตัดสินใจเซ็นต์สัญญา 3 ปีครึ่ง และได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในเมืองหลวงของแดนลุงแซม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และสภาพร่างกายที่เขากรำศึกหนักมาตลอดอาชีพการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ตอนนี้รูนี่ย์เหมือนเหลือแค่ชื่อแล้วเท่านั้น ฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นต่างๆ ตกลงไปจากแต่ก่อนมากอย่างรวดเร็ว และประโยชน์ที่ทีมจะได้จากเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เวย์น รูนี่ย์ ควรจะทำในวัย 32 ปีนี้ คือการประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างถาวรเลยจะดีกว่า และทิ้งประวัติศาสตร์ และความเก่งกาจที่เขาเคยมีให้คนจดจำดีกว่าที่จะกลายเป็นดาวเตะพเนจรในบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง

Made in argerntina

   จากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติอาร์เจนติน่าต้องเจอกับความล้มเหลวด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 3-4 ทั้งๆ ที่ 4 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วยการแพ้ช่วงต่อเวลาให้กับทีมชาติเยอรมัน 0-1 แต่ภายในเวลา 4 ปีมานี้ทีมชาติกลับไม่มีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลกเลย ทำให้พวกเขาต้องใช้นักเตะตัวหลักจากเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นหลัก และนักเตะส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย ทำให้คุณภาพของนักเตะในทีมนั้นด้อยกว่าเดิมด้วย

แฟนบอลส่วนใหญ่จะไปโทษฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางของทีมชาติอาร์เจนติน่าว่าเรียกตัว 23 ขุนพลในการทำศึกฟุตบอลโลกหนนี้ได้ไม่ดี และการจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดก็ช่างขัดตาแฟนบอล และนักวิจารย์มาตลอด รวมถึงการเปลี่ยนตัวที่เปลี่ยนแทบจะเหมือนเดิมทั้งทัวร์นาเม้นต์ และชื่อของนักเตะโนเนมอย่างคริสเตียน ปาวอน และมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ทำไมถึงติดทีมชุดนี้มาด้วย และได้รับโอกาสลงสนามทุกนัด นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ และแฟนบอลต่างสงสัย แต่หากหันไปดูรายชื่อ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมมาทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนี้ หรือนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ไม่ได้ถูกเรียกติดตัวมา ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็น 23 นักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าในยุคนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะหากคิดรายชื่อดาวดังที่พอจะนึกออกว่าเป็นนักเตะอาร์เจนติน่า แล้วไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชุดนี้มาก็น่าจะมีแค่เมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าจากอินเตอร์ มิลานรายเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้เราไม่คุ้นชื่อนักเตะบางคนในทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้

ลองคิดดูว่าขนาดผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้คือบิลลี่ กาบาเญโร่ นายประตูสำรองของเชลซี หรือไม่ก่อนหน้านี้ประตูมือ 1 ของอาร์เจนติน่าคือเซร์คิโอ โรเมโร่ ซึ่งก็เป็นประตูมือ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน และนี่ก็แสดงให้เห็นว่านักเตะในเจเนเรชั่นนี้ของอาร์เจนติน่ามันหมดยุคไปหมดแล้ว และนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่ยังก้าวขึ้นมาไม่ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับอาร์เจนติน่า ที่มักจะมีนักเตะระดับโลกเสมอ หรือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองว่าจะโดดเด่นในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่ขึ้นมาซักคน

King of LA

            หากพูดถึงคำว่า King of LA แฟนบาสเก็ตบอลคงจะพูดถึงเลบรอน เจมส์ ซุเปอร์สตาร์นักบาสเก็ตบอลที่พึ่งย้ายทีมไปเล่นให้กบลอสแองเจลิส เลเกอร์สในช่วงปิดฤดูกาลของบาสเก็ตบอลนี้ แต่หากพูดถึง King ในเกมฟุตบอลหรือที่คนอเมริกันเรียกว่าซ็อคเกอร์นั้นคงต้องพูดถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับเทพเจ้าที่ได้ย้ายไปค้าแข้งให้กับลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปล่อยตัวออกจากทีมให้ซลาตันได้ย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัว และนัดแรกในการเปิดตัวซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็เหมือนกับการเขียนบทหนังให้พระเจ้าออกโรงอย่างไงอย่างงั้น เมื่อเขาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 71 ซึ่งตอนนั้นพวกเขาตามหลังลอสแองเจลิส เอฟซี 1-3 ซึ่งเป็นศึกเอล ทราฟิโก้ ดาร์บี้แมตช์ของเมืองแอลเอด้วย แต่เมื่อซ ลาตันลงสนามได้เพียง 6 นาทีเท่านั้น เขาก็วอลเล่ย์จากระยะ 45 หลาเป็นประตูไล่ตามมา 2-3 และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บกองหน้าวัย 36 ปีก็มาโขกประตูชัยให้ทีมพลิกจากตามหลังกลับมาเอาชนะได้ 4-3 ซึ่งกลายเป็นที่กล่าวขานกันทั่ววงการกีฬาอเมริกันในเวลานั้นเลยทีเดียว

หลังจากนั้นมาอดีตกองหน้าทีมชาติสวีเดนก็ยังสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ผลงานของแอลเอ กาแล็กซี่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้พวกเขารั้งพื้นที่เพลย์ออฟในอันดับที่ 6 ซึ่งเป็นพื้นที่เพลย์ออฟอันดับสุดท้ายของแต่ละสาย ซึ่งลอสแองเจลิส กาแล็กซี่อยู่ทางสายตะวันตก โดยพวกเขายังตามหลังเอฟซี ดัลลัส ที่เป็นอันดับที่ 1 ของสายอยู่ถึง 10 คะแนนเลยทีเดียว และในส่วนของอันดับดาวซัลโว คิงซลาตันยังอยู่อันดับที่ 3 โดยทำได้ 11 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ซึ่งยังเป็นรองแบรดลี่ย์ ไรท์ ฟิลิปส์ กองหน้าชาวอังกฤษของนิวยอร์ค เรดบูลส์ ที่ทำ 12 ประตู และโจเซ็ป มาร์ติเนซ กองหน้าชาวเวเนซุเอล่าของแอตแลนต้า ยูไนเต็ด ที่ทำไปแล้วถึง 19 ประตูเลยทีเดียว

เทรนนักฟุตบอลระดับซุเปอร์สตาร์ที่อายุเริ่มมากขึ้นตอนนี้มักเริ่มจะย้ายไปค้าแข้งในแถบเอเชียกับลีกประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน หรือไม่ก็เป็นแถบตะวันออกกลาง แต่ก็มีซลาตัน อิบราฮิโมวิชนี่แหละที่สวนกระแสย้ายมาค้าแข้งในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ซึ่งไม่ค่อยมีดาวดังย้ายมาเล่นที่นี่นานแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ เวย์น รูนี่ย์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษก็พึ่งย้ายมาเล่นกับดีซี ยูไนเต็ดอีกรายแล้วด้วย

กุนซือใหม่ “ฟ้า-ขาว”

      หลังจากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้กับแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางก็ได้ชิงลาออกจากตำแหน่งกุนซือใหม่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลงัจากพาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยการพ่ายต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า 3-4 ซึ่งนัดที่ตกรอบพวกเขาทำผลงานได้ไม่ถือว่าย่ำแย่นัก แต่นัดก่อนหน้านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องบอกว่าแทบจะหาดีไม่ได้เลยซักนัด โดยเมีเพียงนัดสุดท้ายกับทีมชาติไนจีเรียเท่านั้น ที่ดูเหมือนทุกคนรวมใจสู้กันเฮือกสุดท้าย จึงทำผลงานได้ตามเป้า

ฮอร์เก้ ซามเปาลี ถือว่าเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว โดยเกียรติประวัติสูงสุดในอาชีพการเป็นกุนซือของเขาคือการคุมทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โกปา อเมริกาได้สำเร็จในปี 2015 ด้วยการเอาชนะจุดโทษทีมชาติอาร์เจนติน่านี่เอง หลังจากนั้น 2 ปี สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าจึงทำการแต่งตั้งกุนซือวัย 58 ปีเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ ซึ่งตอนนั้นซามเปาลีได้ตัดสินใจแยกทางกับเซบีญ่าหลังจากที่คุมทีมดังของแคว้นอันดาลูเซียได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งตอนคุมเซบีญ่าเขาก็ไว้ลายด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริดของซีเนอดีน ซีดานได้ 2-1 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใคร 40 นัดติดต่อกันของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นด้วย

ตอนนี้สมาคมฟุตบอลของอาร์เจนติน่ากำลังมองหากุนซือคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในการกู้ศรัทธาแฟนบอลที่เสียไปในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งคงจะต้องเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์อย่างแน่นอน เนื่องจากนายใหญ่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นชาวอาร์เจนไตน์มาโดยตลอด และในประวัติศาสตร์มีกุนซือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่เชื้อสายอาร์เจนไตน์ ก็คือเฟลิเป้ ปาสซุชชี่ ที่เป็นชาวอิตาเลี่ยน โดยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1934 หลังจากนั้นอาร์เจนติน่าจะใช้กุนซือจากชาติตัวเองมาโดยตลอด

งานแรกของนายใหม่ทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ควรทำก็คือ การไปเกลี้ยกล่อมให้ลิโอเนล เมสซี่ ซุเปอร์สตาร์แห่งงยุค และยังเป็นกัปตันทีมชาติให้เขายังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อไป เพราะเนื่องจากเมสซี่มีแนวโน้มที่จะรีไทร์การเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งสูง เนื่องจากดาวเตะวัย 31 ปีต้องพบกับความผิดหวังในการเล่นให้กับทีม “ฟ้า-ขาว” มาโดยตลอด

เจ ลีกกำลังระบาด

    หากให้พูดถึงลีกฟุตบอลในทวีปเอเชียที่ดีที่สุดในตอนนี้ แฟนบอลคงพูดถึงเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่นกันอย่างแน่นอน ทั้งในด้านของคุณภาพ และปริมาณนักเตะต่างชาติที่เริ่มเข้าไปค้าแข้งในแดนซามูไรมากขึ้นทุกที ส่วนนักเตะญี่ปุ่นก็เตรียมส่งออกไปค้าแข้งในทวีปยุโรปแทน โดยแฟนบอลชาวไทยคงเริ่มให้ความสนใจกับลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเริ่มมีนักเตะไทยไปค้าแข้งในดินแดนปลาดิบมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากชนาธิป สงกระสินต์ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็ก ที่ไปเล่นให้กับคอนซาโดเร่ ซัปโปโร ในเลก 2 ของฤดูกาลที่แล้ว และสามารถโชว์ผลงานได้อย่างดีเยี่ยม และสร้างกระแสให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นทำให้นักเตะไทยเริ่มเป็นที่สนใจจากทีมในญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้ธีรศิลย์ แดงดา และธีราธร บุญมาทันต์ มีโอกาสตามไปค้าแข้งในเจ ลีกด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับซานเฟรเซ่ ฮิโรชิม่า และวิตเซิ่ล โกเบ โดยธีราธรจะได้ไปเล่นกับลูคัสซ์ โพดอลสกี้ กองหน้าที่เคยเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติเยอรมันมาแล้วเมื่อปี 2014 ทำให้แฟนบอลชาวไทยสนใจเจ ลีกมากขึ้นเป็นเท่าตัว และยังมีการถ่ายทอดสดกลับมาให้รับชมกันอีกด้วย

และในช่วงปิดพักเบรคหลังจบเลกแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับศึกฟุตบอลโลกพอดี ก็ได้มี 2 ซุเปอร์สตาร์ระดับโลก ย้ายไปค้าแข้งในดินแดนแห่งดอกซากุระเพิ่มอีก คืออันเดรส อิเนสต้า เพลย์เมคเกอร์ระดับตำแหน่งของทีมชาติสเปนและสโมสรบาร์เซโลน่า ซึ่งตัดสินใจไม่เล่นกับบาร์เซโลน่าต่อ ทั้งๆ ที่เขาได้สัญญาอยู่โยงในถิ่นคัมป์ นูแบบตลอดอาชีพค้าแข้งก็ตาม โดยย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีโพดอลสกี้ กับธีราธรรออยู่ และจะได้ร่วมเล่นด้วยกันในช่วงเลกสองนี้ และอีกรายหนึ่งที่ตามอิเนสต้าไปติดๆ ก็คือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนของแอตเลติโก มาดริด ที่ตัดสินใจไปโกยเงินเยนเข้ากระเป๋าแทน โดยจะไปอยู่กับทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในเจ ลีก ที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ เนื่องจากตอนนี้พวกเขาอยู่อันดับที่ 17 ของตารางการแข่งขัน และมีคะแนนห่างจากโซนปลอดภัยถึง 4 คะแนน

ต่อจากนี้ไปน่าจะมีบรรดานักเตะดาวดังทยอยย้ายมาค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น แทนที่จะไปค้าแข้งแถบตะวันออกกลาง หรือในประเทศจีน สืบเนื่องจากการย้ายมาของอันเดรส อิเนสต้า ที่จะทำให้ดาวดังที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หันมาสนใจเจ ลีกมากขึ้น

แอฟริกาสอบตก

   ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ถือว่ามีเรื่องราวต่างๆ ให้พูดถึงมากมาย แต่มีหนึ่งเรื่องที่น่าจะสร้างความขายหน้าให้ทวีปแอฟริกาก็คือ ทั้ง 5 ประเทศที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายกลับต้องตกรอบแรกด้วยกันทั้งหมด 5 ทีม และมีโมร็อคโค และทีมชาติอิยิปต์ที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมจากทวีปแอฟริกาทำผลงานได้ดีกว่านี้ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยแอลจีเรีย และไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ มีทีมชาติอิยิปต์ ทีมชาติโมร็อคโค ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติไนจีเรีย และทีมชาติตูนิเซีย ซึ่งทีมชาติอิยิปต์ อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพรัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย และทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งมองจากชื่อชั้นถือว่าเขามีโอกาสคว้าที่ 2 ของกลุ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นรองเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้น และอีกกลุ่มคือเซเนกัล ที่มีญี่ปุ่น โปแลนด์ และทีมชาติโคลอมเบียเป็นเพื่อนร่วมสาย และเซเนกัลดูเป็นรองแค่เพียงโคลอมเบียเท่านั้น โดยถูกมองว่าน่าจะมีอย่างน้อย 1 ทีมที่น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับผิดหวังด้วยกันหมด โดยทีมชาติเซเนกัลถือว่าเป็นทีมประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเนื่องจากกฏแฟร์ เพลย์ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโดนทีมชาติญี่ปุ่นปาดหน้าคว้าอันดับ 2 ไปครอง เนื่องจากทีม “ซามูไร” โดนใบเหลืองน้อยกว่า 2 ใบ ซึ่งพวกเขาออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากตกรอบไปแล้วว่ากฏแฟร์ เพลย์ ถอว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วแต่ละชาติรู้กฏกติกากันมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์แล้ว และก่อนแข่งนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบในการเข้ารอบด้วยซ้ำ โดยเพียงขอแค่เสมอก็ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เขาเล่นอย่างชะล่าใจ และหวังแต่เพียงผลเสมอเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์การเข้ารอบมาเปลี่ยนในช่วงท้ายเกม เมื่อเซเนกัลโดนโคลอมเบียออกนำ 0-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ความได้เปรียบไปอยู่ที่ญี่ปุ่นที่โดนโปแลนด์นำ 0-1 ทันที

หากประเมินเป็นผลงานแล้ว ทีมจากทวีปแอฟริกาถือว่าสอบตกกันยกแผง และถือเป็นทวีปที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เพราะขนาดทีมจากเอเชียที่ได้โควต้า 5 ทีมเช่นกัน ก็ยังมีทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แถมผลงานยังน่าประทับใจเสียด้วย ถึงแม้จะพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ก็ตาม โดยทีมจากทวีปแอฟริกาที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นอิยิปต์ที่แพ้รวดทั้ง 3 นัด ส่วนทีมอื่นๆ ยังสามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ทั้งหมด