รูนี่ย์ควรรีบเลิก

    หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็เลือกตัดสินย้ายทีมกลับไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน สโมสรที่ปั้นเขามากับมือ ก่อนที่จะขายให้กับทีม “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวเกือบ 30 ล้านปอนด์ในปี 2004 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน มุทะลุ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟน “เรด อาร์มี่” ได้ไม่ยาก ซึ่งรูนี่ย์ได้ทิ้งสถิติ และประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอดการเล่นของเขา 13 ฤดูกาล ทั้งผู้ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 253 ทำลายสถิติที่มีมายาวนานเกือบ 50 ปีของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ รวมถึงสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติอังกฤษอีกด้วยจำนวน 53 ประตู  และเขาตัดสินใจอำลาทีมชาติอังฤษหลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นานด้วย ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ โดยรูนี่ย์เลือกตัดสินใจกลับไปสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมรักของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็ต้องอยู่กับกุนซือถึง 3 คน ทั้งโรนัลด์ คูมันน์ ที่โดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปเพียงไม่กี่นัด โดยเดวิด อันสเวิร์ธ ก็เข้ามารับหน้าที่ขัดตาทัพ ก่อนจะไปจ้างแซม อัลลาไดซ์มาคุมทีมจนจบฤดูกาลที่แล้ว โดยเขายังสามารถทำประตูให้ทีมได้แตะหลัก 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะโรยราลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 32 ปี และช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมเคยอยู่ในโซนลุ้นหนีตกชั้นมาก่อน ก่อนที่ “บิ๊กแซม” จะเข้ามากู้สถานการณ์

ซัมเมอร์นี้เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนนายใหม่อีกครั้งมาเป็นมาร์โก ซิลวา และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่ารูนี่ย์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเขา ทำให้ต้องไปหาทีมใหม่โดยเป็นดีซี ยูไนเต็ด ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา และรูนี่ย์ตัดสินใจเซ็นต์สัญญา 3 ปีครึ่ง และได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในเมืองหลวงของแดนลุงแซม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และสภาพร่างกายที่เขากรำศึกหนักมาตลอดอาชีพการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ตอนนี้รูนี่ย์เหมือนเหลือแค่ชื่อแล้วเท่านั้น ฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นต่างๆ ตกลงไปจากแต่ก่อนมากอย่างรวดเร็ว และประโยชน์ที่ทีมจะได้จากเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เวย์น รูนี่ย์ ควรจะทำในวัย 32 ปีนี้ คือการประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างถาวรเลยจะดีกว่า และทิ้งประวัติศาสตร์ และความเก่งกาจที่เขาเคยมีให้คนจดจำดีกว่าที่จะกลายเป็นดาวเตะพเนจรในบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง

Made in argerntina

   จากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติอาร์เจนติน่าต้องเจอกับความล้มเหลวด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 3-4 ทั้งๆ ที่ 4 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วยการแพ้ช่วงต่อเวลาให้กับทีมชาติเยอรมัน 0-1 แต่ภายในเวลา 4 ปีมานี้ทีมชาติกลับไม่มีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลกเลย ทำให้พวกเขาต้องใช้นักเตะตัวหลักจากเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นหลัก และนักเตะส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย ทำให้คุณภาพของนักเตะในทีมนั้นด้อยกว่าเดิมด้วย

แฟนบอลส่วนใหญ่จะไปโทษฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางของทีมชาติอาร์เจนติน่าว่าเรียกตัว 23 ขุนพลในการทำศึกฟุตบอลโลกหนนี้ได้ไม่ดี และการจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดก็ช่างขัดตาแฟนบอล และนักวิจารย์มาตลอด รวมถึงการเปลี่ยนตัวที่เปลี่ยนแทบจะเหมือนเดิมทั้งทัวร์นาเม้นต์ และชื่อของนักเตะโนเนมอย่างคริสเตียน ปาวอน และมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ทำไมถึงติดทีมชุดนี้มาด้วย และได้รับโอกาสลงสนามทุกนัด นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ และแฟนบอลต่างสงสัย แต่หากหันไปดูรายชื่อ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมมาทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนี้ หรือนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ไม่ได้ถูกเรียกติดตัวมา ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็น 23 นักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าในยุคนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะหากคิดรายชื่อดาวดังที่พอจะนึกออกว่าเป็นนักเตะอาร์เจนติน่า แล้วไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชุดนี้มาก็น่าจะมีแค่เมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าจากอินเตอร์ มิลานรายเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้เราไม่คุ้นชื่อนักเตะบางคนในทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้

ลองคิดดูว่าขนาดผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้คือบิลลี่ กาบาเญโร่ นายประตูสำรองของเชลซี หรือไม่ก่อนหน้านี้ประตูมือ 1 ของอาร์เจนติน่าคือเซร์คิโอ โรเมโร่ ซึ่งก็เป็นประตูมือ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน และนี่ก็แสดงให้เห็นว่านักเตะในเจเนเรชั่นนี้ของอาร์เจนติน่ามันหมดยุคไปหมดแล้ว และนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่ยังก้าวขึ้นมาไม่ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับอาร์เจนติน่า ที่มักจะมีนักเตะระดับโลกเสมอ หรือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองว่าจะโดดเด่นในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่ขึ้นมาซักคน

King of LA

            หากพูดถึงคำว่า King of LA แฟนบาสเก็ตบอลคงจะพูดถึงเลบรอน เจมส์ ซุเปอร์สตาร์นักบาสเก็ตบอลที่พึ่งย้ายทีมไปเล่นให้กบลอสแองเจลิส เลเกอร์สในช่วงปิดฤดูกาลของบาสเก็ตบอลนี้ แต่หากพูดถึง King ในเกมฟุตบอลหรือที่คนอเมริกันเรียกว่าซ็อคเกอร์นั้นคงต้องพูดถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับเทพเจ้าที่ได้ย้ายไปค้าแข้งให้กับลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปล่อยตัวออกจากทีมให้ซลาตันได้ย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัว และนัดแรกในการเปิดตัวซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก็เหมือนกับการเขียนบทหนังให้พระเจ้าออกโรงอย่างไงอย่างงั้น เมื่อเขาถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 71 ซึ่งตอนนั้นพวกเขาตามหลังลอสแองเจลิส เอฟซี 1-3 ซึ่งเป็นศึกเอล ทราฟิโก้ ดาร์บี้แมตช์ของเมืองแอลเอด้วย แต่เมื่อซ ลาตันลงสนามได้เพียง 6 นาทีเท่านั้น เขาก็วอลเล่ย์จากระยะ 45 หลาเป็นประตูไล่ตามมา 2-3 และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บกองหน้าวัย 36 ปีก็มาโขกประตูชัยให้ทีมพลิกจากตามหลังกลับมาเอาชนะได้ 4-3 ซึ่งกลายเป็นที่กล่าวขานกันทั่ววงการกีฬาอเมริกันในเวลานั้นเลยทีเดียว

หลังจากนั้นมาอดีตกองหน้าทีมชาติสวีเดนก็ยังสามารถทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ผลงานของแอลเอ กาแล็กซี่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้พวกเขารั้งพื้นที่เพลย์ออฟในอันดับที่ 6 ซึ่งเป็นพื้นที่เพลย์ออฟอันดับสุดท้ายของแต่ละสาย ซึ่งลอสแองเจลิส กาแล็กซี่อยู่ทางสายตะวันตก โดยพวกเขายังตามหลังเอฟซี ดัลลัส ที่เป็นอันดับที่ 1 ของสายอยู่ถึง 10 คะแนนเลยทีเดียว และในส่วนของอันดับดาวซัลโว คิงซลาตันยังอยู่อันดับที่ 3 โดยทำได้ 11 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์ ซึ่งยังเป็นรองแบรดลี่ย์ ไรท์ ฟิลิปส์ กองหน้าชาวอังกฤษของนิวยอร์ค เรดบูลส์ ที่ทำ 12 ประตู และโจเซ็ป มาร์ติเนซ กองหน้าชาวเวเนซุเอล่าของแอตแลนต้า ยูไนเต็ด ที่ทำไปแล้วถึง 19 ประตูเลยทีเดียว

เทรนนักฟุตบอลระดับซุเปอร์สตาร์ที่อายุเริ่มมากขึ้นตอนนี้มักเริ่มจะย้ายไปค้าแข้งในแถบเอเชียกับลีกประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน หรือไม่ก็เป็นแถบตะวันออกกลาง แต่ก็มีซลาตัน อิบราฮิโมวิชนี่แหละที่สวนกระแสย้ายมาค้าแข้งในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ซึ่งไม่ค่อยมีดาวดังย้ายมาเล่นที่นี่นานแล้ว และเมื่อเร็วๆ นี้ เวย์น รูนี่ย์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษก็พึ่งย้ายมาเล่นกับดีซี ยูไนเต็ดอีกรายแล้วด้วย

กุนซือใหม่ “ฟ้า-ขาว”

      หลังจากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้กับแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางก็ได้ชิงลาออกจากตำแหน่งกุนซือใหม่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลงัจากพาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยการพ่ายต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า 3-4 ซึ่งนัดที่ตกรอบพวกเขาทำผลงานได้ไม่ถือว่าย่ำแย่นัก แต่นัดก่อนหน้านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องบอกว่าแทบจะหาดีไม่ได้เลยซักนัด โดยเมีเพียงนัดสุดท้ายกับทีมชาติไนจีเรียเท่านั้น ที่ดูเหมือนทุกคนรวมใจสู้กันเฮือกสุดท้าย จึงทำผลงานได้ตามเป้า

ฮอร์เก้ ซามเปาลี ถือว่าเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว โดยเกียรติประวัติสูงสุดในอาชีพการเป็นกุนซือของเขาคือการคุมทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โกปา อเมริกาได้สำเร็จในปี 2015 ด้วยการเอาชนะจุดโทษทีมชาติอาร์เจนติน่านี่เอง หลังจากนั้น 2 ปี สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าจึงทำการแต่งตั้งกุนซือวัย 58 ปีเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ ซึ่งตอนนั้นซามเปาลีได้ตัดสินใจแยกทางกับเซบีญ่าหลังจากที่คุมทีมดังของแคว้นอันดาลูเซียได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งตอนคุมเซบีญ่าเขาก็ไว้ลายด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริดของซีเนอดีน ซีดานได้ 2-1 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใคร 40 นัดติดต่อกันของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นด้วย

ตอนนี้สมาคมฟุตบอลของอาร์เจนติน่ากำลังมองหากุนซือคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในการกู้ศรัทธาแฟนบอลที่เสียไปในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งคงจะต้องเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์อย่างแน่นอน เนื่องจากนายใหญ่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นชาวอาร์เจนไตน์มาโดยตลอด และในประวัติศาสตร์มีกุนซือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่เชื้อสายอาร์เจนไตน์ ก็คือเฟลิเป้ ปาสซุชชี่ ที่เป็นชาวอิตาเลี่ยน โดยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1934 หลังจากนั้นอาร์เจนติน่าจะใช้กุนซือจากชาติตัวเองมาโดยตลอด

งานแรกของนายใหม่ทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ควรทำก็คือ การไปเกลี้ยกล่อมให้ลิโอเนล เมสซี่ ซุเปอร์สตาร์แห่งงยุค และยังเป็นกัปตันทีมชาติให้เขายังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อไป เพราะเนื่องจากเมสซี่มีแนวโน้มที่จะรีไทร์การเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งสูง เนื่องจากดาวเตะวัย 31 ปีต้องพบกับความผิดหวังในการเล่นให้กับทีม “ฟ้า-ขาว” มาโดยตลอด

เจ ลีกกำลังระบาด

    หากให้พูดถึงลีกฟุตบอลในทวีปเอเชียที่ดีที่สุดในตอนนี้ แฟนบอลคงพูดถึงเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่นกันอย่างแน่นอน ทั้งในด้านของคุณภาพ และปริมาณนักเตะต่างชาติที่เริ่มเข้าไปค้าแข้งในแดนซามูไรมากขึ้นทุกที ส่วนนักเตะญี่ปุ่นก็เตรียมส่งออกไปค้าแข้งในทวีปยุโรปแทน โดยแฟนบอลชาวไทยคงเริ่มให้ความสนใจกับลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเริ่มมีนักเตะไทยไปค้าแข้งในดินแดนปลาดิบมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากชนาธิป สงกระสินต์ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็ก ที่ไปเล่นให้กับคอนซาโดเร่ ซัปโปโร ในเลก 2 ของฤดูกาลที่แล้ว และสามารถโชว์ผลงานได้อย่างดีเยี่ยม และสร้างกระแสให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นทำให้นักเตะไทยเริ่มเป็นที่สนใจจากทีมในญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้ธีรศิลย์ แดงดา และธีราธร บุญมาทันต์ มีโอกาสตามไปค้าแข้งในเจ ลีกด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับซานเฟรเซ่ ฮิโรชิม่า และวิตเซิ่ล โกเบ โดยธีราธรจะได้ไปเล่นกับลูคัสซ์ โพดอลสกี้ กองหน้าที่เคยเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติเยอรมันมาแล้วเมื่อปี 2014 ทำให้แฟนบอลชาวไทยสนใจเจ ลีกมากขึ้นเป็นเท่าตัว และยังมีการถ่ายทอดสดกลับมาให้รับชมกันอีกด้วย

และในช่วงปิดพักเบรคหลังจบเลกแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับศึกฟุตบอลโลกพอดี ก็ได้มี 2 ซุเปอร์สตาร์ระดับโลก ย้ายไปค้าแข้งในดินแดนแห่งดอกซากุระเพิ่มอีก คืออันเดรส อิเนสต้า เพลย์เมคเกอร์ระดับตำแหน่งของทีมชาติสเปนและสโมสรบาร์เซโลน่า ซึ่งตัดสินใจไม่เล่นกับบาร์เซโลน่าต่อ ทั้งๆ ที่เขาได้สัญญาอยู่โยงในถิ่นคัมป์ นูแบบตลอดอาชีพค้าแข้งก็ตาม โดยย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีโพดอลสกี้ กับธีราธรรออยู่ และจะได้ร่วมเล่นด้วยกันในช่วงเลกสองนี้ และอีกรายหนึ่งที่ตามอิเนสต้าไปติดๆ ก็คือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนของแอตเลติโก มาดริด ที่ตัดสินใจไปโกยเงินเยนเข้ากระเป๋าแทน โดยจะไปอยู่กับทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในเจ ลีก ที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ เนื่องจากตอนนี้พวกเขาอยู่อันดับที่ 17 ของตารางการแข่งขัน และมีคะแนนห่างจากโซนปลอดภัยถึง 4 คะแนน

ต่อจากนี้ไปน่าจะมีบรรดานักเตะดาวดังทยอยย้ายมาค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น แทนที่จะไปค้าแข้งแถบตะวันออกกลาง หรือในประเทศจีน สืบเนื่องจากการย้ายมาของอันเดรส อิเนสต้า ที่จะทำให้ดาวดังที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หันมาสนใจเจ ลีกมากขึ้น

แอฟริกาสอบตก

   ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ถือว่ามีเรื่องราวต่างๆ ให้พูดถึงมากมาย แต่มีหนึ่งเรื่องที่น่าจะสร้างความขายหน้าให้ทวีปแอฟริกาก็คือ ทั้ง 5 ประเทศที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายกลับต้องตกรอบแรกด้วยกันทั้งหมด 5 ทีม และมีโมร็อคโค และทีมชาติอิยิปต์ที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมจากทวีปแอฟริกาทำผลงานได้ดีกว่านี้ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยแอลจีเรีย และไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ มีทีมชาติอิยิปต์ ทีมชาติโมร็อคโค ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติไนจีเรีย และทีมชาติตูนิเซีย ซึ่งทีมชาติอิยิปต์ อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพรัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย และทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งมองจากชื่อชั้นถือว่าเขามีโอกาสคว้าที่ 2 ของกลุ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นรองเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้น และอีกกลุ่มคือเซเนกัล ที่มีญี่ปุ่น โปแลนด์ และทีมชาติโคลอมเบียเป็นเพื่อนร่วมสาย และเซเนกัลดูเป็นรองแค่เพียงโคลอมเบียเท่านั้น โดยถูกมองว่าน่าจะมีอย่างน้อย 1 ทีมที่น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับผิดหวังด้วยกันหมด โดยทีมชาติเซเนกัลถือว่าเป็นทีมประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเนื่องจากกฏแฟร์ เพลย์ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโดนทีมชาติญี่ปุ่นปาดหน้าคว้าอันดับ 2 ไปครอง เนื่องจากทีม “ซามูไร” โดนใบเหลืองน้อยกว่า 2 ใบ ซึ่งพวกเขาออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากตกรอบไปแล้วว่ากฏแฟร์ เพลย์ ถอว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วแต่ละชาติรู้กฏกติกากันมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์แล้ว และก่อนแข่งนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบในการเข้ารอบด้วยซ้ำ โดยเพียงขอแค่เสมอก็ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เขาเล่นอย่างชะล่าใจ และหวังแต่เพียงผลเสมอเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์การเข้ารอบมาเปลี่ยนในช่วงท้ายเกม เมื่อเซเนกัลโดนโคลอมเบียออกนำ 0-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ความได้เปรียบไปอยู่ที่ญี่ปุ่นที่โดนโปแลนด์นำ 0-1 ทันที

หากประเมินเป็นผลงานแล้ว ทีมจากทวีปแอฟริกาถือว่าสอบตกกันยกแผง และถือเป็นทวีปที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เพราะขนาดทีมจากเอเชียที่ได้โควต้า 5 ทีมเช่นกัน ก็ยังมีทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แถมผลงานยังน่าประทับใจเสียด้วย ถึงแม้จะพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ก็ตาม โดยทีมจากทวีปแอฟริกาที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นอิยิปต์ที่แพ้รวดทั้ง 3 นัด ส่วนทีมอื่นๆ ยังสามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ทั้งหมด

นักเตะแดนโสมเริ่มขายไม่ออก

    เกาหลีใต้ ถือเป็นประเทศที่เคยมีนักเตะส่งออกไปค้าแข้งต่างแดนมากที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ซึ่งพวกเขาเคยมีพัค จีซอง กองกลางจอมขยันที่ไปค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ และยังถือว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึง ณ เวลานี้อีกด้วย ซึ่งทำให้ช่วงนั้นนักเตะจากเกาหลีใต้ได้รับโอกาสได้ไปค้าแข้งในแถบยุโรปมากมาย ซึ่งหากจะวัดให้เห็นชัดๆ ก็คือเมื่อฟุตบอลโลกปี 2014 ที่ประเทศบราซิล นักเตะ 23 คนสุดท้ายของทีมชาติเกาหลีใต้มีผู้เล่นที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรปถึง 10 คน โดยมีผู้เล่นจากเค ลีกในประเทศตัวเองเพียง 6 คนเท่านั้น แต่พอมาในศึกฟุตบอลโลก 2018 คราวนี้ กลับมีนักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น แต่กลับมีผู้เล่นจากเค ลีกถึง 12 คน ซึ่งทำให้เห็นว่านักเตะจากเกาหลีใต้เริ่มไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับในเวทียุโรปเสียแล้ว แต่ยังพอขายได้กับลีกประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น และจีน แต่หากเทียบกับคู่แข่งอย่างทีมชาติญี่ปุ่นแล้วถือว่าสลับขั้วกันทีเดียว เนื่องจากตอนนี้นักเตะทีมชาติญี่ปุ่นไปค้าแข้งในทวีปยุโรปมากขึ้นจากแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะชุดทีมชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลกล่าสุด มีถึง 17 คนทีเดียวที่ค้าแข้งอยู่ในต่างแดน และถือเป็นลีกชั้นนำแทบทั้งสิ้น แต่สำหรับเกาหลีใต้นั้นตอนนี้มีเพียงซอน ฮองมิน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เท่านั้น ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้

อันที่จริงอาจจะมองได้อีกมุมหนึ่งก็ได้ โดยอาจจะมองว่าลีกฟุตบอลในประเทศเกาหลีใต้อย่างเค ลีก มีความแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องส่งนักเตะออกไปค้าแข้งในยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย เนื่องจากเค ลีกของเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นลีกที่ด้อยที่สุดในบรรดามหาอำนาจลูกหนังในเอเชียเลยก็ว่าได้ โดยเป็นรองทั้งเจ ลีกของญี่ปุ่น เอ ลีกของออสเตรเลีย รวมถึงไชนีส ซุเปอร์ ลีกของประเทศจีนด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย หรือเอเชี่ยน คัพ ครั้งที่แล้วเมื่อปี 2015 ทีมชาติเกาหลีใต้จะผ่านเข้าชิงชนะเลิศก็ตาม แต่ก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติออสเตรเลีย ทำให้เป็นเพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น แต่ในศึกเอเชี่ยน คัพ ในปี 2019 ที่ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตเป็นเจ้าภาพนั้น พวกเขาดูเป็นรองทั้งทีมชาติญี่ปุ่น และทีมชาติออสเตรเลียอย่างเห็นได้ชัด หากวัดกันด้านชื่อชั้นของนักเตะ ถึงแม้พวกเขาจะเอาชนะทีมชาติเยอรมันได้ในนัดสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

ความสำเร็จของทีมชาติญี่ปุ่น

  การสร้างปรากฏการณ์ของทีมชาติญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทำให้วงการฟุตบอลเอเชียได้รับการเชิดหน้าชูตา และได้รับการยอมรับจากแฟนฟุตบอลทั่วโลก หลังจากที่ทีมจากแดนอาทิศอุไท โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้จะตกรอบด้วยน้ำมือของทีมชาติเบลเยี่ยมก็ตาม แต่การพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ในนัดนั้น กลับได้รับคำชมจากแฟนบอลทั่วโลกอย่างล้นหลาม ด้วยการเล่นที่กล้าได้กล้าเสีย และไม่เกรงกลัวทีมที่มีดาวดังอย่างทีมชาติเบลเยี่ยมแม้แต่น้อย ซึ่งแตกต่างจากทีมเอเชียที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกคราวนี้อย่างสิ้นเชิง

ทั้งทีมชาติซาอุดิอาราเบีย ทีมชาติเกาหลีใต้ ต่างก็เล่นด้วยความรัดกุมเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังสามารถกู้หน้าได้ในนัดสุดท้าย ด้วยการเอาชนะคู่แข่งปิดฉากทัวร์นาเม้นต์ได้อย่างสวยหรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติเกาหลีใต้ที่ไว้ลายเอาชนะแชมป์เก่าอย่างทีมชาติเยอรมันได้ 2-0 ซึ่งถือเป็นผลการแข่งขันที่ช็อคโลกที่สุดนัดหนึ่งของฟุตบอลโลกหนนี้เลยทีเดียว ส่วนทีมชาติออสเตรเลียนั้นถือเป็นทีมที่น่าผิดหวังที่สุดจากฝั่งเอเชีย ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นรัดกุมตลอดทัวร์นาเม้นต์ และไม่สามารถทำประตูจากโอเพ่น เพลย์ได้เลย โดยพวกเขาได้ 2 ประตูจากจุดโทษของไมล์ เยดรินัคเท่านั้น ซึ่งแฟนบอลบางรายถึงกับแซวว่าไม่น่าย้ายมาแย่งโควต้าเอเชียเลยด้วยซ้ำ

การพัฒนาของทีมชาติญี่ปุ่น ทำให้แฟนบอลทั่วโลกจะหันมาให้ความสนใจกับฟุตบอลเอเชียมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของฟุตบอลลีกที่เจ ลีก ของญี่ปุ่น เริ่มมีดาวดังย้ายมาค้าแข้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตอนนี้มีทั้งลูคัสซ์ โพดอลสกี้ กับอันเดรส อิเนสต้า ที่อยู่กับวิทเซล โกเบ และล่าสุดเฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตยอดกองหน้าของลิเวอร์พูล และทีมชาติสเปน ก็ได้ไปเปิดตัวกับซากัน โทสุเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ทำให้สื่อต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับฟุตบอลเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ไชนีส ซุเปอร์ ลีก ของประเทศจีนก็ทุ่มเงินคว้าดาวเตะจากยุโรปมาค้าแข้งที่แดนมังกรมาหลายรายแล้ว ทำให้ความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบมาสู่ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย หรือศึกเอเชี่ยน คัพ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ด้วย ที่น่าจะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ว่าทีมชาติต่างๆ จะมีพัฒนาการไปมากน้อยแค่ไหน และทีมชาติญี่ปุ่นจะมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นจนไปเทียบชั้นกับทีมชาติชั้นนำในทวีปอื่นๆ ได้หรือยัง ศึกเอเชี่ยน คัพ ที่สหรัฐ อาหรับ เอมิเรต จะเป็นเจ้าภาพในปีหน้าคงจะมีคำตอบ