ผลตอบรับที่ดีเกินคาด

    สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า ได้ทำการจัดทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหม่ของยุโรปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก โดยเริ่มจัดการแข่งขันขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งเหมือนเป็นทัวร์นาเม้นต์ย่อย และจะมีการจัดแข่งขันในรอบสุดท้ายที่เป็นของกลุ่ม เอ โดยเฉพาะในช่วงกลางปีถัดไป เพื่อหาทีมแชมป์ของยุโรป ซึ่งเป็นการจัดตั้งแบบลีกในระดับชาติขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีระบบการเลื่อนชั้น และตกชั้นเข้ามาเกี่ยวข้องในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ซึ่งทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าจะทำให้แต่ละชาติมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และทำให้ทางยูฟ่าจัดการตารางการแข่งขันของทีมในสมาชิกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าเพื่อเป็นการให้มีแมตช์การแข่งขันอย่างเป็นทางการในระดับชาติอย่างต่อเนื่องด้วย ดีกว่าที่จะให้แต่ละชาติไปทำการจัดเกมอุ่นเครื่องแบบไร้ความหมายกันถึง 6 นัดในช่วงว่างเว้นจากเกมคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกก็ตาม ซึ่งตอนคิดไอเดียนี้ขึ้นมาช่วงแรกๆ ก็ถูกกระแสต่อต้านมากทีเดียวจากชาติสมาชิกต่างๆ แต่พอมีกฏกฏิกาออกมาอย่างชัดเจน ว่าจะมีผลประโยชน์ให้แต่ละชาติได้รับไปไม่น้อย ก็ทำให้ทัวร์นาเม้นต์ใหม่ป้ายแดงนี้ก็ได้เกิดขึ้นจนได้

โดยทางยูฟ่าได้มีรางวัลเป็นเงินมอบให้กับทีมในแต่ละกลุ่ม รวมถึงแชมป์กลุ่ม และแชมป์ของลีกสูงสุด ซึ่งเป็นเงินรวมเกินกว่า 100 ล้านยูโรเลยด้วย ซึ่งถือว่ามหาศาลทีเดียวกับจำนวนเงินนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งกันไปหลายส่วนก็ตาม แต่สมาพันธ์ฟุตบอลของหลายๆ ชาติก็ไม่ได้มีความร่ำรวยเหมือนอย่างหลายสโมสรในยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเงินทุนมาพัฒนาวงการฟุตบอลทั้งนั้น ทำให้เม็ดเงินล่อตาล่อใจมากเลยทีเดียว โดยลีก เอ เป็นลีกที่ได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด โดยแต่ละทีมจะได้ไป 2.25 ล้านยูโร และหากว่าเป็นแชมป์กลุ่มจะได้อีก 2.25 ล้านยูโร และหากได้เป็นแชมป์ในรอบสุดท้ายจะได้ถ้วยชนะเลิศ และเงินรางวัลสูงถึง 6 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทำให้แต่ละทีมเล่นกันอย่างเต็มที่ทีเดียวในการแข่งขันที่ผ่านมา ส่วนลีกอื่นๆ นั้นถึงเงินรางวัลจะลดน้อยลงมา แต่สิ่งที่ล่อใจกลับเป็นโควต้าในการเล่นเพลย์ออฟ เพื่อลุ้นไปเล่นศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 ทำให้แต่ละทีมสู้กันอย่างเต็มที่ เพราะทีมในระดับล่างนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านรอบคัดเลือกได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งการมีลุ้นเพลย์ ออฟไว้ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียว

เรียบเรียงโดย  jackpot168slot.com

“ยักษ์เขียว” ที่ถอยหลังลงคลอง

   “ยักษ์เขียว” ทีมชาติไอร์แลนด์ ถือว่าเคยเป็นทีมระดับธรรมดา จนถึงระดับล่างด้วยซ้ำในวงการฟุตบอลโลก หรือแม้แต่ฟุตบอลยุโรปก็ตาม โดยไอร์แลนด์ไปมีชื่อเสียงในเรื่องของกีฬารักบี้เสียมากกว่า ส่วนเรื่องฟุตบอลนั้นพวกเขาถือว่าแทบไม่เคยมีชื่อเสียงเลยด้วยซ้ำ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยผ่านรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 1988 ที่พวกเขามีแจ็ค ชาร์ลตันเป็นผู้จัดการทีมนั่นเอง หลังจากนั้นมาวงการฟุตบอลไอร์แลนด์ก็แทบไม่พัฒนาอีกเลย จนกระทั่งมาในปี 2008 ที่พวกเขาหันไปจ้างกุนซือต่างชาติเข้ามาคุมทีม โดยไปเอาโจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ยอดกุนซือชาวอิตาเลี่ยนเข้ามาคุมทีม ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทำทีมให้มีเกมรับที่เหนียวแน่นอยู่แล้ว ทำให้หลังจากนั้นมาทีมชาติไอร์แลนด์ก็เริ่มมีผลงานที่ดีขึ้นทันที จนทำให้สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 ที่ประเทศโปแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับยูเครนได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะตกรอบแรกไปก็ตาม และในปี 2013 ทีมชาติไอร์แลนด์ก็เลือกมาร์ติน โอนีล กุนซือชาวไอร์แลนด์หนือเข้ามาคุมทีม ซึ่งกุนซือจอมเก๋ารายนี้ก็ต่อยอดจากที่ตราปัตโตนี่ทำไว้ได้ดีทีเดียว บวกกับเป็นช่วงที่นักเตะไอร์แลนด์ไปโลดแล่นอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกหลายคนด้วย ทำให้พวกเขามีทรัพยากรให้เลือกใช้งานที่ดีทีเดียว ทำให้ผลงานของทีม “ยักษ์เขียว” ยังคงดีต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะอดไปเล่นฟุตบอลโลกทั้งปี 2014 และ 2018 ก็ตาม แต่ในศึกยูโร 2016 เมื่อกลางปีที่แล้ว ทีมชาติไอร์แลนด์ทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยสามารถผ่านรอบแรกได้สำเร็จ แต่ดันไปเจอกับเจ้าภาพฝรั่งเศสเขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเสียก่อน

แต่ด้วยผลงานในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่ย่ำแย่ ทำให้มาร์ติน โอนีล ต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ทำให้ต้องแต่งตั้งมิค แม็คคาร์ธี่ กุนซือจอมเก๋าวัย 59 ปีเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งเขาก็เคยคุมทีมชาติไอร์แลนด์มาแล้วในปี 1996-2002 ซึ่งทำผลงานได้ไม่เลวทีเดียว โดยสามารถผ่านไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของปี 2002 ได้สำเร็จด้วย แต่ว่านั่นเป็นยุคที่ไอร์แลนด์มีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีมหลายคน ซึ่งต่างจากตอนนี้ที่แทบจะไม่เหลือดาวดังที่รับใช้ชาติแล้ว โดยร็อบบี้ คีน ดาวยิงสูงสุดของไอร์แลนด์ ก็กลายมาเป็นมือขวาของมิค แม็คคาร์ธี่แล้วด้วย ซึ่งดูแล้วมีแต่จะเป็นการถอยหลังลงคลองเสียมากกว่า กับการดึงกุนซือคนเก่ารายนี้เข้ามาคุมทีมในช่วงนี้

บทความโดย scr888

“ฟ้า-ขาว” ช่วงกู้วิกฤต

    หลังจากที่ชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้มาในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนทำให้ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งโดนแฟนฟุตบอลก่นด่าไปทั่วโลก จนสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ และตกลงเลิกจ้างกันไปในที่สุด หลังจากที่พาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา โดยต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อแพ้ให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่สุดท้ายกลายเป็นแชมป์โลกไป 3-4 ซึ่งเกมนั้นอาร์เจนติน่าก็ไม่ได้เล่นแย่นัก แต่ผลงานในรอบแรกต่างหาก ที่ถูกแฟนบอลทีม “ฟ้า-ขาว” จากทั่วทุกมุมโลกด่ายับ ซึ่งมีมาตั้งแต่การเลือกผู้เล่นมาติด 23 คนสุดท้ายแล้ว ที่ไม่มีเมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าดาวซัลโวของกัลโช่ เซเรีย อาจากอินเตอร์ มิลานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับมีนักเตะอย่างมักซิมิเลียโน่ เมซ่า และคริสเตียน ปาวอน ที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศมาติดทีมแทน แถมยังถูกส่งลงสนามแทบจะทุกนัดในทัวร์นาเม้นต์ด้วย ซึ่งผลงานก็เป็นไปอย่างที่ทราบกันดีว่าเละเทะ

หลังจากที่จบศึกฟุตบอลโลกไปแล้ว และก็แยกทางกับฮอร์เก้ ซามเปาลี ทำให้สมาพันธ์ฟุตบอลอาร์เจนติน่าต้องเร่งหากุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีมแทน แต่ด้วยตัวเลือกอันน้อยนิด เนื่องจากพวกเขาต้องการกุนซือชาวอาร์เจนตไตน์เข้ามาคุมทีมตามธรรมเนียมของชาติ แต่ทว่ายุคนี้กลับไม่มีกุนซือชื่อดังชาวอาร์เจนติน่าที่ว่างงาน หรือว่าสนใจคุมทีมชาติในตอนนี้เลย ซึ่งคนที่เป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์โด่งดังที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่คุมแอตเลติโก มาดริดอยู่ในเวลานี้นั่นเอง ซึ่งในอนาคตนั้นเขาน่าจะกลับมาคุมทีมชาติอาร์เจนติน่าอย่างแน่นอน แต่ว่าด้วยอายุตอนนี้นั้น “เอล โชโร่” ยังสนุกกับการคุมทีมในระดับสโมสรอยู่ ทำให้ต้องไปดึงลิโอเนล สคาโลนี่ อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าที่เป็นมือขวาของฮอร์เก้ ซามเปาลีเข้ามาคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราวไปจนจบปีนี้ ซึ่งอดีตนักเตะของเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าชุดแชมป์ลา ลีก้าสเปนเมื่อปี 2000 รายนี้ก็ได้ดึงปาโบล ไอม่าร์ อดีตเพลย์เมคเกอร์ชื่อดังเข้ามาช่วยงานคุมทีมด้วย

ลิโอเนล สคาโลนี่ และปาโบล ไอม่าร์ เริ่มที่จะกอบกู้วิกฤต และชื่อเสียงของทีมชาติอาร์เจนติน่ากลับมาได้ทีละเล็ก ทีละน้อยในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมา โดยมีการแพ้ให้กับทีมชาติบราซิลไป 0-1 เท่านั้น นอกนั้นถือว่าทำได้ดีทีเดียว

 

ดาวดวงใหม่จากตะวันออกกลาง

   นักเตะจากตะวันออกกลางแทบไม่เคยได้รับการยอมรับถึงความสามารถเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนที่มาจากทวีปนี้ และได้เคยเล่นในยุโรปมาแล้ว ทั้งอาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอิหร่าน ที่ก็เคยเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค และแฮร์ธ่า เบอร์ลินมาแล้ว และมาถึงเมห์ดี้ มาดาวีเคีย อดีตแบ็คขวาทีมชาติอิหร่านที่ก็เคยเล่นในบุนเดสลีก้ามาแล้วเช่นกัน แต่นับแต่นั้นมานักเตะจากตะวันออกกลางก็แทบไม่ได้ออกไปเล่นในเวทียุโรปอีกเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักเตะจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตที่ดูเก่งมากอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน เพลย์เมคเกอร์จอมแพรวพราวก็ไม่ได้โอกาสมาค้าแข้งในยุโรปเสียที แต่มีนักเตะอิหร่าน 1 คนที่ได้ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คืออาลีเรซ่า จาฮันบาสช์ ตัวรุกทีมชาติอิหร่านชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเขาย้ายจากอาแซ๊ด อัคมาร์ ทีมดังในเอเรดิวิซีของฮอลแลนด์ไปร่วมทีมไบรท์ตันในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวถึง 17 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติของสโมสรด้วย

ตัวรุกวัย 24 ปีที่ถนัดเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นส่วนใหญ่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยสามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว และทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอเรดิวิซี่เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ทางไบรท์ตันตัดสินใจทุบกระปุกดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับทางดามัช เตหราน และดามัช กิลาน ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะได้ย้ายมาค้าแข้งในฮอลแลนด์กับเอ็นอีซี ไนเมเก้น เมื่อปี 2013 ตอนเขา 19 ปี และเขามาโดดเด่นในฤดูกาลที่ 2 ที่ตอนนั้นต้องอยู่ในลีกรอง หลังจากทีมต้องตกชั้นไปในฤดูกาลก่อน โดยทำไป 12 ประตูจาก 28 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ทำให้ถูกอาแซ๊ด อัคมาร์ดึงตัวมาร่วมทีม และได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกในที่สุด ส่วนในนามของทีมชาติอิหร่านซึ่งเขาเริ่มติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เป็นยุคการคุมทีมของคาร์ลอส เครอส กุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่แล้ว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักมาโดยตลอดในยุคของอดีตมือขวาของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันในตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย ซึ่งต้องมาดูว่าเขาเจ๋งแค่ไหนกับการเล่นในลีกที่หินที่สุดในโลก คงต้องมาลุ้นกัน

โชเซ่ ฟอนเต้ ชีวิตผกผัน

            เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2 ปีก่อนหน้านี้โชเซ่ ฟอนเต้ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสยังเป็นนักเตะของทีมเซาต์แธมตันในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่เลย และตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสนใจกองหลังรายนี้มาร่วมทีมด้วยในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามารับงานกุนซือในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ๆ ซึ่งฟอนเต้ค้าแข้งในถิ่นเซนต์ แมร์รี่มาตั้งแต่ฤดูกาล 2010 โดยย้ายจากคริสตัล พาเลซมาอยู่กับทีมทางตอนใต้ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาต้องลงไปเล่นกับเซาต์แธมตันในศึกลีก วันเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ใช้เวลาเพียง 3 ปีกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดย 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเซาต์แธมตันเขาจับคู่ยืนเป็นปราการหลังตัวกลางร่วมกับเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ตอนนี้กลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปแล้ว ส่วนฟอนเต้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน เมื่อเขาช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ และในช่วงเดือนมกราคม 2017 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่เขาก็อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกจีนกับต้าเหลียน ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นเขาก็มีเพื่อนร่วมทีมต่างชาติเป็นยานนิค การาสโก้ ปีกทีมชาติเบลเยี่ยมที่ย้ายมาจากแอตเลติโก มาดริด และนิโคลัส ไกตาน ปีกชาวอาร์เจนไตน์ที่ก็ออกจากแอตเลติโก มาดริดเช่นกัน แต่กองหลังวัย 34 ปีก็อยู่ค้าแข้งในแดนมังกรได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น และก็ขอยกเลิกสัญญาออกมาในวันที่แข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกพอดี 15 กรกฏาคม 2018 หลังจากที่ทีมของเขาแพ้คู่แข่งไปถึง 0-8 ซึ่งปัจจุบันเข้าได้ทีมใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมลีลล์ในลีก เอิง ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับเขาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากเขากลายเป็นนักเตะที่ไม่มีสังกัด และสามารถย้ายทีมได้โดยอิสระและไม่มีค่าตัว

ปัจจุบันฟอนเต้ในวัย 34 ปียังเป็นตัวหลักในตำแหน่งแผงหลังของทีมชาติโปรตุเกสร่วมกับเปเป้อยู่ แต่ในส่วนของต้นสังกัดของเขากลับเลือกเส้นทางที่ไม่ค่อยดีหลังออกจากเซาต์แธมตัน ซึ่งเขาเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลด้วย และการได้เซ็นต์สัญญากับลีลล์ก็เหมือนว่าเขาได้กลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้ง โดยจะได้ใส่หมายเลข 6 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้

รูนี่ย์ควรรีบเลิก

    หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็เลือกตัดสินย้ายทีมกลับไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน สโมสรที่ปั้นเขามากับมือ ก่อนที่จะขายให้กับทีม “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวเกือบ 30 ล้านปอนด์ในปี 2004 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน มุทะลุ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟน “เรด อาร์มี่” ได้ไม่ยาก ซึ่งรูนี่ย์ได้ทิ้งสถิติ และประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอดการเล่นของเขา 13 ฤดูกาล ทั้งผู้ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 253 ทำลายสถิติที่มีมายาวนานเกือบ 50 ปีของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ รวมถึงสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติอังกฤษอีกด้วยจำนวน 53 ประตู  และเขาตัดสินใจอำลาทีมชาติอังฤษหลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นานด้วย ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ โดยรูนี่ย์เลือกตัดสินใจกลับไปสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมรักของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็ต้องอยู่กับกุนซือถึง 3 คน ทั้งโรนัลด์ คูมันน์ ที่โดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปเพียงไม่กี่นัด โดยเดวิด อันสเวิร์ธ ก็เข้ามารับหน้าที่ขัดตาทัพ ก่อนจะไปจ้างแซม อัลลาไดซ์มาคุมทีมจนจบฤดูกาลที่แล้ว โดยเขายังสามารถทำประตูให้ทีมได้แตะหลัก 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะโรยราลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 32 ปี และช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมเคยอยู่ในโซนลุ้นหนีตกชั้นมาก่อน ก่อนที่ “บิ๊กแซม” จะเข้ามากู้สถานการณ์

ซัมเมอร์นี้เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนนายใหม่อีกครั้งมาเป็นมาร์โก ซิลวา และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่ารูนี่ย์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเขา ทำให้ต้องไปหาทีมใหม่โดยเป็นดีซี ยูไนเต็ด ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา และรูนี่ย์ตัดสินใจเซ็นต์สัญญา 3 ปีครึ่ง และได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในเมืองหลวงของแดนลุงแซม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และสภาพร่างกายที่เขากรำศึกหนักมาตลอดอาชีพการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ตอนนี้รูนี่ย์เหมือนเหลือแค่ชื่อแล้วเท่านั้น ฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นต่างๆ ตกลงไปจากแต่ก่อนมากอย่างรวดเร็ว และประโยชน์ที่ทีมจะได้จากเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เวย์น รูนี่ย์ ควรจะทำในวัย 32 ปีนี้ คือการประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างถาวรเลยจะดีกว่า และทิ้งประวัติศาสตร์ และความเก่งกาจที่เขาเคยมีให้คนจดจำดีกว่าที่จะกลายเป็นดาวเตะพเนจรในบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง

Made in argerntina

   จากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติอาร์เจนติน่าต้องเจอกับความล้มเหลวด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 3-4 ทั้งๆ ที่ 4 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วยการแพ้ช่วงต่อเวลาให้กับทีมชาติเยอรมัน 0-1 แต่ภายในเวลา 4 ปีมานี้ทีมชาติกลับไม่มีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลกเลย ทำให้พวกเขาต้องใช้นักเตะตัวหลักจากเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นหลัก และนักเตะส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย ทำให้คุณภาพของนักเตะในทีมนั้นด้อยกว่าเดิมด้วย

แฟนบอลส่วนใหญ่จะไปโทษฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางของทีมชาติอาร์เจนติน่าว่าเรียกตัว 23 ขุนพลในการทำศึกฟุตบอลโลกหนนี้ได้ไม่ดี และการจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดก็ช่างขัดตาแฟนบอล และนักวิจารย์มาตลอด รวมถึงการเปลี่ยนตัวที่เปลี่ยนแทบจะเหมือนเดิมทั้งทัวร์นาเม้นต์ และชื่อของนักเตะโนเนมอย่างคริสเตียน ปาวอน และมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ทำไมถึงติดทีมชุดนี้มาด้วย และได้รับโอกาสลงสนามทุกนัด นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ และแฟนบอลต่างสงสัย แต่หากหันไปดูรายชื่อ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมมาทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนี้ หรือนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ไม่ได้ถูกเรียกติดตัวมา ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็น 23 นักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าในยุคนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะหากคิดรายชื่อดาวดังที่พอจะนึกออกว่าเป็นนักเตะอาร์เจนติน่า แล้วไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชุดนี้มาก็น่าจะมีแค่เมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าจากอินเตอร์ มิลานรายเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้เราไม่คุ้นชื่อนักเตะบางคนในทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้

ลองคิดดูว่าขนาดผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้คือบิลลี่ กาบาเญโร่ นายประตูสำรองของเชลซี หรือไม่ก่อนหน้านี้ประตูมือ 1 ของอาร์เจนติน่าคือเซร์คิโอ โรเมโร่ ซึ่งก็เป็นประตูมือ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน และนี่ก็แสดงให้เห็นว่านักเตะในเจเนเรชั่นนี้ของอาร์เจนติน่ามันหมดยุคไปหมดแล้ว และนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่ยังก้าวขึ้นมาไม่ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับอาร์เจนติน่า ที่มักจะมีนักเตะระดับโลกเสมอ หรือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองว่าจะโดดเด่นในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่ขึ้นมาซักคน

กุนซือใหม่ “ฟ้า-ขาว”

      หลังจากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้กับแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางก็ได้ชิงลาออกจากตำแหน่งกุนซือใหม่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลงัจากพาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยการพ่ายต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า 3-4 ซึ่งนัดที่ตกรอบพวกเขาทำผลงานได้ไม่ถือว่าย่ำแย่นัก แต่นัดก่อนหน้านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องบอกว่าแทบจะหาดีไม่ได้เลยซักนัด โดยเมีเพียงนัดสุดท้ายกับทีมชาติไนจีเรียเท่านั้น ที่ดูเหมือนทุกคนรวมใจสู้กันเฮือกสุดท้าย จึงทำผลงานได้ตามเป้า

ฮอร์เก้ ซามเปาลี ถือว่าเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว โดยเกียรติประวัติสูงสุดในอาชีพการเป็นกุนซือของเขาคือการคุมทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โกปา อเมริกาได้สำเร็จในปี 2015 ด้วยการเอาชนะจุดโทษทีมชาติอาร์เจนติน่านี่เอง หลังจากนั้น 2 ปี สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าจึงทำการแต่งตั้งกุนซือวัย 58 ปีเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ ซึ่งตอนนั้นซามเปาลีได้ตัดสินใจแยกทางกับเซบีญ่าหลังจากที่คุมทีมดังของแคว้นอันดาลูเซียได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งตอนคุมเซบีญ่าเขาก็ไว้ลายด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริดของซีเนอดีน ซีดานได้ 2-1 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใคร 40 นัดติดต่อกันของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นด้วย

ตอนนี้สมาคมฟุตบอลของอาร์เจนติน่ากำลังมองหากุนซือคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในการกู้ศรัทธาแฟนบอลที่เสียไปในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งคงจะต้องเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์อย่างแน่นอน เนื่องจากนายใหญ่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นชาวอาร์เจนไตน์มาโดยตลอด และในประวัติศาสตร์มีกุนซือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่เชื้อสายอาร์เจนไตน์ ก็คือเฟลิเป้ ปาสซุชชี่ ที่เป็นชาวอิตาเลี่ยน โดยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1934 หลังจากนั้นอาร์เจนติน่าจะใช้กุนซือจากชาติตัวเองมาโดยตลอด

งานแรกของนายใหม่ทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ควรทำก็คือ การไปเกลี้ยกล่อมให้ลิโอเนล เมสซี่ ซุเปอร์สตาร์แห่งงยุค และยังเป็นกัปตันทีมชาติให้เขายังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อไป เพราะเนื่องจากเมสซี่มีแนวโน้มที่จะรีไทร์การเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งสูง เนื่องจากดาวเตะวัย 31 ปีต้องพบกับความผิดหวังในการเล่นให้กับทีม “ฟ้า-ขาว” มาโดยตลอด

แอฟริกาสอบตก

   ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ถือว่ามีเรื่องราวต่างๆ ให้พูดถึงมากมาย แต่มีหนึ่งเรื่องที่น่าจะสร้างความขายหน้าให้ทวีปแอฟริกาก็คือ ทั้ง 5 ประเทศที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายกลับต้องตกรอบแรกด้วยกันทั้งหมด 5 ทีม และมีโมร็อคโค และทีมชาติอิยิปต์ที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมจากทวีปแอฟริกาทำผลงานได้ดีกว่านี้ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยแอลจีเรีย และไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ มีทีมชาติอิยิปต์ ทีมชาติโมร็อคโค ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติไนจีเรีย และทีมชาติตูนิเซีย ซึ่งทีมชาติอิยิปต์ อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพรัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย และทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งมองจากชื่อชั้นถือว่าเขามีโอกาสคว้าที่ 2 ของกลุ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นรองเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้น และอีกกลุ่มคือเซเนกัล ที่มีญี่ปุ่น โปแลนด์ และทีมชาติโคลอมเบียเป็นเพื่อนร่วมสาย และเซเนกัลดูเป็นรองแค่เพียงโคลอมเบียเท่านั้น โดยถูกมองว่าน่าจะมีอย่างน้อย 1 ทีมที่น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับผิดหวังด้วยกันหมด โดยทีมชาติเซเนกัลถือว่าเป็นทีมประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเนื่องจากกฏแฟร์ เพลย์ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโดนทีมชาติญี่ปุ่นปาดหน้าคว้าอันดับ 2 ไปครอง เนื่องจากทีม “ซามูไร” โดนใบเหลืองน้อยกว่า 2 ใบ ซึ่งพวกเขาออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากตกรอบไปแล้วว่ากฏแฟร์ เพลย์ ถอว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วแต่ละชาติรู้กฏกติกากันมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์แล้ว และก่อนแข่งนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบในการเข้ารอบด้วยซ้ำ โดยเพียงขอแค่เสมอก็ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เขาเล่นอย่างชะล่าใจ และหวังแต่เพียงผลเสมอเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์การเข้ารอบมาเปลี่ยนในช่วงท้ายเกม เมื่อเซเนกัลโดนโคลอมเบียออกนำ 0-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ความได้เปรียบไปอยู่ที่ญี่ปุ่นที่โดนโปแลนด์นำ 0-1 ทันที

หากประเมินเป็นผลงานแล้ว ทีมจากทวีปแอฟริกาถือว่าสอบตกกันยกแผง และถือเป็นทวีปที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เพราะขนาดทีมจากเอเชียที่ได้โควต้า 5 ทีมเช่นกัน ก็ยังมีทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แถมผลงานยังน่าประทับใจเสียด้วย ถึงแม้จะพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ก็ตาม โดยทีมจากทวีปแอฟริกาที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นอิยิปต์ที่แพ้รวดทั้ง 3 นัด ส่วนทีมอื่นๆ ยังสามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ทั้งหมด