โชเซ่ ฟอนเต้ ชีวิตผกผัน

            เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2 ปีก่อนหน้านี้โชเซ่ ฟอนเต้ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสยังเป็นนักเตะของทีมเซาต์แธมตันในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่เลย และตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสนใจกองหลังรายนี้มาร่วมทีมด้วยในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามารับงานกุนซือในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ๆ ซึ่งฟอนเต้ค้าแข้งในถิ่นเซนต์ แมร์รี่มาตั้งแต่ฤดูกาล 2010 โดยย้ายจากคริสตัล พาเลซมาอยู่กับทีมทางตอนใต้ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาต้องลงไปเล่นกับเซาต์แธมตันในศึกลีก วันเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ใช้เวลาเพียง 3 ปีกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดย 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเซาต์แธมตันเขาจับคู่ยืนเป็นปราการหลังตัวกลางร่วมกับเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ตอนนี้กลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปแล้ว ส่วนฟอนเต้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน เมื่อเขาช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ และในช่วงเดือนมกราคม 2017 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่เขาก็อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกจีนกับต้าเหลียน ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นเขาก็มีเพื่อนร่วมทีมต่างชาติเป็นยานนิค การาสโก้ ปีกทีมชาติเบลเยี่ยมที่ย้ายมาจากแอตเลติโก มาดริด และนิโคลัส ไกตาน ปีกชาวอาร์เจนไตน์ที่ก็ออกจากแอตเลติโก มาดริดเช่นกัน แต่กองหลังวัย 34 ปีก็อยู่ค้าแข้งในแดนมังกรได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น และก็ขอยกเลิกสัญญาออกมาในวันที่แข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกพอดี 15 กรกฏาคม 2018 หลังจากที่ทีมของเขาแพ้คู่แข่งไปถึง 0-8 ซึ่งปัจจุบันเข้าได้ทีมใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมลีลล์ในลีก เอิง ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับเขาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากเขากลายเป็นนักเตะที่ไม่มีสังกัด และสามารถย้ายทีมได้โดยอิสระและไม่มีค่าตัว

ปัจจุบันฟอนเต้ในวัย 34 ปียังเป็นตัวหลักในตำแหน่งแผงหลังของทีมชาติโปรตุเกสร่วมกับเปเป้อยู่ แต่ในส่วนของต้นสังกัดของเขากลับเลือกเส้นทางที่ไม่ค่อยดีหลังออกจากเซาต์แธมตัน ซึ่งเขาเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลด้วย และการได้เซ็นต์สัญญากับลีลล์ก็เหมือนว่าเขาได้กลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้ง โดยจะได้ใส่หมายเลข 6 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้

รูนี่ย์ควรรีบเลิก

    หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็เลือกตัดสินย้ายทีมกลับไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน สโมสรที่ปั้นเขามากับมือ ก่อนที่จะขายให้กับทีม “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวเกือบ 30 ล้านปอนด์ในปี 2004 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน มุทะลุ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟน “เรด อาร์มี่” ได้ไม่ยาก ซึ่งรูนี่ย์ได้ทิ้งสถิติ และประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอดการเล่นของเขา 13 ฤดูกาล ทั้งผู้ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 253 ทำลายสถิติที่มีมายาวนานเกือบ 50 ปีของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ รวมถึงสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติอังกฤษอีกด้วยจำนวน 53 ประตู  และเขาตัดสินใจอำลาทีมชาติอังฤษหลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นานด้วย ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ โดยรูนี่ย์เลือกตัดสินใจกลับไปสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมรักของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็ต้องอยู่กับกุนซือถึง 3 คน ทั้งโรนัลด์ คูมันน์ ที่โดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปเพียงไม่กี่นัด โดยเดวิด อันสเวิร์ธ ก็เข้ามารับหน้าที่ขัดตาทัพ ก่อนจะไปจ้างแซม อัลลาไดซ์มาคุมทีมจนจบฤดูกาลที่แล้ว โดยเขายังสามารถทำประตูให้ทีมได้แตะหลัก 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะโรยราลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 32 ปี และช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมเคยอยู่ในโซนลุ้นหนีตกชั้นมาก่อน ก่อนที่ “บิ๊กแซม” จะเข้ามากู้สถานการณ์

ซัมเมอร์นี้เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนนายใหม่อีกครั้งมาเป็นมาร์โก ซิลวา และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่ารูนี่ย์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเขา ทำให้ต้องไปหาทีมใหม่โดยเป็นดีซี ยูไนเต็ด ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา และรูนี่ย์ตัดสินใจเซ็นต์สัญญา 3 ปีครึ่ง และได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในเมืองหลวงของแดนลุงแซม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และสภาพร่างกายที่เขากรำศึกหนักมาตลอดอาชีพการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ตอนนี้รูนี่ย์เหมือนเหลือแค่ชื่อแล้วเท่านั้น ฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นต่างๆ ตกลงไปจากแต่ก่อนมากอย่างรวดเร็ว และประโยชน์ที่ทีมจะได้จากเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เวย์น รูนี่ย์ ควรจะทำในวัย 32 ปีนี้ คือการประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างถาวรเลยจะดีกว่า และทิ้งประวัติศาสตร์ และความเก่งกาจที่เขาเคยมีให้คนจดจำดีกว่าที่จะกลายเป็นดาวเตะพเนจรในบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง

Made in argerntina

   จากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติอาร์เจนติน่าต้องเจอกับความล้มเหลวด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 3-4 ทั้งๆ ที่ 4 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วยการแพ้ช่วงต่อเวลาให้กับทีมชาติเยอรมัน 0-1 แต่ภายในเวลา 4 ปีมานี้ทีมชาติกลับไม่มีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลกเลย ทำให้พวกเขาต้องใช้นักเตะตัวหลักจากเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นหลัก และนักเตะส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย ทำให้คุณภาพของนักเตะในทีมนั้นด้อยกว่าเดิมด้วย

แฟนบอลส่วนใหญ่จะไปโทษฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางของทีมชาติอาร์เจนติน่าว่าเรียกตัว 23 ขุนพลในการทำศึกฟุตบอลโลกหนนี้ได้ไม่ดี และการจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดก็ช่างขัดตาแฟนบอล และนักวิจารย์มาตลอด รวมถึงการเปลี่ยนตัวที่เปลี่ยนแทบจะเหมือนเดิมทั้งทัวร์นาเม้นต์ และชื่อของนักเตะโนเนมอย่างคริสเตียน ปาวอน และมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ทำไมถึงติดทีมชุดนี้มาด้วย และได้รับโอกาสลงสนามทุกนัด นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ และแฟนบอลต่างสงสัย แต่หากหันไปดูรายชื่อ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมมาทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนี้ หรือนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ไม่ได้ถูกเรียกติดตัวมา ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็น 23 นักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าในยุคนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะหากคิดรายชื่อดาวดังที่พอจะนึกออกว่าเป็นนักเตะอาร์เจนติน่า แล้วไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชุดนี้มาก็น่าจะมีแค่เมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าจากอินเตอร์ มิลานรายเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้เราไม่คุ้นชื่อนักเตะบางคนในทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้

ลองคิดดูว่าขนาดผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้คือบิลลี่ กาบาเญโร่ นายประตูสำรองของเชลซี หรือไม่ก่อนหน้านี้ประตูมือ 1 ของอาร์เจนติน่าคือเซร์คิโอ โรเมโร่ ซึ่งก็เป็นประตูมือ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน และนี่ก็แสดงให้เห็นว่านักเตะในเจเนเรชั่นนี้ของอาร์เจนติน่ามันหมดยุคไปหมดแล้ว และนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่ยังก้าวขึ้นมาไม่ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับอาร์เจนติน่า ที่มักจะมีนักเตะระดับโลกเสมอ หรือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองว่าจะโดดเด่นในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่ขึ้นมาซักคน

กุนซือใหม่ “ฟ้า-ขาว”

      หลังจากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจให้กับแฟนบอลทีมชาติอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางก็ได้ชิงลาออกจากตำแหน่งกุนซือใหม่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลงัจากพาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลก 2018 ด้วยการพาทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยการพ่ายต่อทีมชาติอาร์เจนติน่า 3-4 ซึ่งนัดที่ตกรอบพวกเขาทำผลงานได้ไม่ถือว่าย่ำแย่นัก แต่นัดก่อนหน้านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ต้องบอกว่าแทบจะหาดีไม่ได้เลยซักนัด โดยเมีเพียงนัดสุดท้ายกับทีมชาติไนจีเรียเท่านั้น ที่ดูเหมือนทุกคนรวมใจสู้กันเฮือกสุดท้าย จึงทำผลงานได้ตามเป้า

ฮอร์เก้ ซามเปาลี ถือว่าเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว โดยเกียรติประวัติสูงสุดในอาชีพการเป็นกุนซือของเขาคือการคุมทีมชาติชิลีคว้าแชมป์โกปา อเมริกาได้สำเร็จในปี 2015 ด้วยการเอาชนะจุดโทษทีมชาติอาร์เจนติน่านี่เอง หลังจากนั้น 2 ปี สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่าจึงทำการแต่งตั้งกุนซือวัย 58 ปีเข้ามารับตำแหน่งกุนซือ ซึ่งตอนนั้นซามเปาลีได้ตัดสินใจแยกทางกับเซบีญ่าหลังจากที่คุมทีมดังของแคว้นอันดาลูเซียได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งตอนคุมเซบีญ่าเขาก็ไว้ลายด้วยการเอาชนะเรอัล มาดริดของซีเนอดีน ซีดานได้ 2-1 ซึ่งเป็นการหยุดสถิติไม่แพ้ใคร 40 นัดติดต่อกันของทีม “ราชันย์ชุดขาว” ในเวลานั้นด้วย

ตอนนี้สมาคมฟุตบอลของอาร์เจนติน่ากำลังมองหากุนซือคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในการกู้ศรัทธาแฟนบอลที่เสียไปในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ซึ่งคงจะต้องเป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์อย่างแน่นอน เนื่องจากนายใหญ่ของทีมชาติอาร์เจนติน่าเป็นชาวอาร์เจนไตน์มาโดยตลอด และในประวัติศาสตร์มีกุนซือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่เชื้อสายอาร์เจนไตน์ ก็คือเฟลิเป้ ปาสซุชชี่ ที่เป็นชาวอิตาเลี่ยน โดยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1934 หลังจากนั้นอาร์เจนติน่าจะใช้กุนซือจากชาติตัวเองมาโดยตลอด

งานแรกของนายใหม่ทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ควรทำก็คือ การไปเกลี้ยกล่อมให้ลิโอเนล เมสซี่ ซุเปอร์สตาร์แห่งงยุค และยังเป็นกัปตันทีมชาติให้เขายังเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อไป เพราะเนื่องจากเมสซี่มีแนวโน้มที่จะรีไทร์การเล่นให้กับทีมชาติอีกครั้งสูง เนื่องจากดาวเตะวัย 31 ปีต้องพบกับความผิดหวังในการเล่นให้กับทีม “ฟ้า-ขาว” มาโดยตลอด

แอฟริกาสอบตก

   ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ถือว่ามีเรื่องราวต่างๆ ให้พูดถึงมากมาย แต่มีหนึ่งเรื่องที่น่าจะสร้างความขายหน้าให้ทวีปแอฟริกาก็คือ ทั้ง 5 ประเทศที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายกลับต้องตกรอบแรกด้วยกันทั้งหมด 5 ทีม และมีโมร็อคโค และทีมชาติอิยิปต์ที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมจากทวีปแอฟริกาทำผลงานได้ดีกว่านี้ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยแอลจีเรีย และไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ มีทีมชาติอิยิปต์ ทีมชาติโมร็อคโค ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติไนจีเรีย และทีมชาติตูนิเซีย ซึ่งทีมชาติอิยิปต์ อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพรัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย และทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งมองจากชื่อชั้นถือว่าเขามีโอกาสคว้าที่ 2 ของกลุ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นรองเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้น และอีกกลุ่มคือเซเนกัล ที่มีญี่ปุ่น โปแลนด์ และทีมชาติโคลอมเบียเป็นเพื่อนร่วมสาย และเซเนกัลดูเป็นรองแค่เพียงโคลอมเบียเท่านั้น โดยถูกมองว่าน่าจะมีอย่างน้อย 1 ทีมที่น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับผิดหวังด้วยกันหมด โดยทีมชาติเซเนกัลถือว่าเป็นทีมประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเนื่องจากกฏแฟร์ เพลย์ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโดนทีมชาติญี่ปุ่นปาดหน้าคว้าอันดับ 2 ไปครอง เนื่องจากทีม “ซามูไร” โดนใบเหลืองน้อยกว่า 2 ใบ ซึ่งพวกเขาออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากตกรอบไปแล้วว่ากฏแฟร์ เพลย์ ถอว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วแต่ละชาติรู้กฏกติกากันมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์แล้ว และก่อนแข่งนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบในการเข้ารอบด้วยซ้ำ โดยเพียงขอแค่เสมอก็ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เขาเล่นอย่างชะล่าใจ และหวังแต่เพียงผลเสมอเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์การเข้ารอบมาเปลี่ยนในช่วงท้ายเกม เมื่อเซเนกัลโดนโคลอมเบียออกนำ 0-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ความได้เปรียบไปอยู่ที่ญี่ปุ่นที่โดนโปแลนด์นำ 0-1 ทันที

หากประเมินเป็นผลงานแล้ว ทีมจากทวีปแอฟริกาถือว่าสอบตกกันยกแผง และถือเป็นทวีปที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เพราะขนาดทีมจากเอเชียที่ได้โควต้า 5 ทีมเช่นกัน ก็ยังมีทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แถมผลงานยังน่าประทับใจเสียด้วย ถึงแม้จะพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ก็ตาม โดยทีมจากทวีปแอฟริกาที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นอิยิปต์ที่แพ้รวดทั้ง 3 นัด ส่วนทีมอื่นๆ ยังสามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ทั้งหมด