เอเชี่ยน คัพที่กำลังมาถึง

            ในแต่ละทวีปก็จะมีการแข่งขันฟุตบอลระดับชาติที่จะเป็นการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดของทวีปนั้นๆ อยู่ อย่างเช่นในยุโรปก็จะมีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือว่าศึกยูโรนั่นเอง หรือในโซนทวีปอเมริกาใต้ก็มีการแข่งขันศึกโกปา อเมริกานั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ทัวร์นาเม้นต์ประจำทวีปเหล่านี้ก็จะจัดขึ้น 4 ปีครั้ง และมักจะไม่ซ้ำกับปีที่มีศึกฟุตบอลโลกด้วย โดยในทวีปเอเชียก็มีการจัดการแข่งขันเช่นกัน ซึ่งก็คือศึกเอเชี่ยน คัพนั่นเอง โดยศึกเอเชี่ยน คัพ เริ่มจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1956 ที่เกาะฮ่องกง และก็แข่งกันแบบ 4 ปีครั้งมาตลอด จนกระทั่งในปี 2004 ที่จีนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งตอนนั้นยังจัดการแข่งขันกันในช่วงกลางปีอยู่ ทำให้หลายๆ ชาติเริ่มเกิดปัญหา เนื่องจากเริ่มมีนักเตะย้ายไปค้าแข้งในยุโรปกันแล้ว ซึ่งช่วงจัดการแข่งขันเป็นช่วงที่กำลังเปิดฤดูกาลในยุโรปพอดี ทำให้ไม่สามารถเรียกตัวกลับมาช่วยทีมได้ ทำให้หลังจากนั้นมาจึงเปลี่ยนมาเป็นจัดการแข่งขันในช่วงต้นปีแทน ซึ่งเป็นช่วงปิดฤดูกาลของลีกในเอเชียพอดีด้วย โดยเริ่มกันตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

ในปี 2019 นี้ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันศึกเอเชี่ยน คัพครั้งนี้ โดยจะเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมนี้ และไปจบกันในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยได้ทำการคัดเลือกกันไปตั้งแต่ปี 2016 แล้ว ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกพร้อมกับในศึกฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชียนั่นเอง ซึ่งครั้งนี้ประเทศไทยก็ได้ผ่านเข้าไปเล่นเป็น 1 ใน 24 ทีมสุดท้ายเช่นกัน โดยเจ้าภาพใช้ถึง 8 สนามจาก 4 เมืองในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการจับสลากแบ่งสายกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทีมชาติไทยโดนจับไปอยู่กับเจ้าภาพสหรัฐอาหรับเอมิเรตในกลุ่มเอ โดยมีอินเดีย กับบาห์เรนเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งถือว่าไม่หนักมากนัก แต่กลุ่มที่น่าจะสนุกที่สุดก็คือกลุ่มดี ที่มีทั้งอิหร่าน อิรัก เวียตนาม และเยเมนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เรียกว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธของทัวร์นาเม้นต์นี้เลยก็ว่าได้ แต่ทีมเต็งแชมป์ในครั้งนี้จากการคาดการณ์ของสื่อต่างๆ ยังยกให้ทีมชาติญี่ปุ่น ทีมชาติเกาหลีใต้ และทีมชาติออสเตรเลียที่มีโอกาสคว้าแชมป์มากที่สุดเช่นเดิม ถึงแม้ว่าทีมชาติเกาหลีใต้ครั้งนี้จะไม่มีซอน ฮองมิน กองหน้าคนสำคัญของทีมมาเล่นในทัวร์นาเม้นต์นี้แล้วก็ตาม และไม่ได้เรียกนักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปมาร่วมทีมเลยด้วย แต่ก็ยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายๆ ทีมในทวีปเอเชียอยู่ดี

สนับสนุนโดย live22vip.net

รอบชิงฯ เนชั่นส์ ลีกครั้งแรก

            ได้ทราบผลการแข่งขันกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์รายการใหม่ป้ายแดงที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่าเริ่มมาจัดการแข่งขันขึ้นในปีนี้ โดยฟุตบอลรายการนี้ได้ทำการเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน โดยทางยูฟ่าได้แบ่งลีกออกเป็น 4 ลีก และแบ่งกลุ่มย่อยออกไปประมาณ 4-5 กลุ่มตามแต่ละลีก โดยมีกลุ่มละ 3-4 ทีม และมาแข่งขันกันแบบเหย้าเยือน โดยได้จัดลีกตามค่าสัมประสิทธ์ต่างๆ ที่ได้มีการสะสมคะแนนกันมา เพื่อให้แต่ละลีกนั้นมีทีมที่สูสีคู่คี่กัน เพื่อมาทำการแข่งขันหาแชมป์ของแต่ละลีก โดยมีรางวัลคือแชมป์ของแต่ละกลุ่มในแต่ละลีกนั้นมีโอกาสที่จะได้เล่นในรอบเพลย์ออฟ หากว่าไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปทางรอบคัดเลือกปกติได้ โดยลีกที่แฟนบอลสนใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นลีก เอ ที่แต่ละทีมล้วนแล้วแต่เป็นทีมชั้นนำของทวีปยุโรปมารวมตัวกันทั้งนั้น โดยจากการแบ่งสายออกไปก็ได้แชมป์ของกลุ่มทั้ง 4 กลุ่มในลีก เอ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยกลุ่ม 1 ของลีก เอ เป็นทางทีมชาติฮอลแลนด์ที่มาแรงในช่วงท้ายแซงทีมชาติฝรั่งเศสเข้าป้ายเป็นแชมป์กลุ่มได้สำเร็จ ด้วยผลต่างประตูได้เสีย และเฮด ทู เฮด ที่ดีกว่า ทำให้กลายแป็นแชมป์กลุ่ม ส่วนกลุ่ม 2 ก็พลิกล็อคเล็กน้อยเมื่อทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ มาเอาชนะทีมชาติเบลเยี่ยมได้ในนัดสุดท้าย ทำให้กลายเป็นแชมป์กลุ่มไป ส่วนกลุ่ม 3 ทีมแชมป์ยูโรทีมล่าสุดอย่างทีมชาติโปรตุเกสสามารถเป็นแชมป์กลุ่มได้อย่างสบายๆ โดยที่ไม่ต้องใช้งานคริสเตียโน่ โรนัลโด้เลยซักนัด ส่วนกลุ่ม 4 เป็นทางทีมชาติอังกฤษที่ต่อยอดความแรงจากศึกฟุตบอลโลกเป็นแชมป์กลุ่มเหนือทีมชาติสเปนได้สำเร็จ โดยมาเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ในนัดสุดท้าย ทำให้คว้าแชมป์ไปครอง ทำให้ได้ 4 ทีมที่จะไปเล่นในรอบสุดท้าย หรือรอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนั่นก็คือฮอลแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ โปรตุเกส และทีมชาติอังกฤษนั่นเอง โดยจะทำการแข่งขันกันในช่วงกลางปีหน้า โดยมีโปรตุเกสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งลีก เอ เป็นกลุ่มเดียวที่จะมีการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ เพื่อชิงถ้วยรางวัล ส่วนลีกอื่นมีเพียงเงินรางวัลมอบให้เท่านั้น โดยทั้ง 4 ทีมที่เป็นแชมป์ของกลุ่ม เอ ได้กันไปทีมละ 4.5 ล้านยูโรแล้วจากการเป็นแชมป์กลุ่ม โดยทีมแชมป์ในกลางปีหน้าจะได้เงินรางวัลสูงถึง 6 ล้านยูโรเลยทีเดียว ส่วนอันดับ 4 ก็จะได้ถึง 2.5 ล้านยูโร

ข้อมูลโดย  918kissbyp8.com

ผลตอบรับที่ดีเกินคาด

    สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า ได้ทำการจัดทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหม่ของยุโรปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก โดยเริ่มจัดการแข่งขันขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งเหมือนเป็นทัวร์นาเม้นต์ย่อย และจะมีการจัดแข่งขันในรอบสุดท้ายที่เป็นของกลุ่ม เอ โดยเฉพาะในช่วงกลางปีถัดไป เพื่อหาทีมแชมป์ของยุโรป ซึ่งเป็นการจัดตั้งแบบลีกในระดับชาติขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีระบบการเลื่อนชั้น และตกชั้นเข้ามาเกี่ยวข้องในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ซึ่งทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าจะทำให้แต่ละชาติมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และทำให้ทางยูฟ่าจัดการตารางการแข่งขันของทีมในสมาชิกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าเพื่อเป็นการให้มีแมตช์การแข่งขันอย่างเป็นทางการในระดับชาติอย่างต่อเนื่องด้วย ดีกว่าที่จะให้แต่ละชาติไปทำการจัดเกมอุ่นเครื่องแบบไร้ความหมายกันถึง 6 นัดในช่วงว่างเว้นจากเกมคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกก็ตาม ซึ่งตอนคิดไอเดียนี้ขึ้นมาช่วงแรกๆ ก็ถูกกระแสต่อต้านมากทีเดียวจากชาติสมาชิกต่างๆ แต่พอมีกฏกฏิกาออกมาอย่างชัดเจน ว่าจะมีผลประโยชน์ให้แต่ละชาติได้รับไปไม่น้อย ก็ทำให้ทัวร์นาเม้นต์ใหม่ป้ายแดงนี้ก็ได้เกิดขึ้นจนได้

โดยทางยูฟ่าได้มีรางวัลเป็นเงินมอบให้กับทีมในแต่ละกลุ่ม รวมถึงแชมป์กลุ่ม และแชมป์ของลีกสูงสุด ซึ่งเป็นเงินรวมเกินกว่า 100 ล้านยูโรเลยด้วย ซึ่งถือว่ามหาศาลทีเดียวกับจำนวนเงินนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งกันไปหลายส่วนก็ตาม แต่สมาพันธ์ฟุตบอลของหลายๆ ชาติก็ไม่ได้มีความร่ำรวยเหมือนอย่างหลายสโมสรในยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเงินทุนมาพัฒนาวงการฟุตบอลทั้งนั้น ทำให้เม็ดเงินล่อตาล่อใจมากเลยทีเดียว โดยลีก เอ เป็นลีกที่ได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด โดยแต่ละทีมจะได้ไป 2.25 ล้านยูโร และหากว่าเป็นแชมป์กลุ่มจะได้อีก 2.25 ล้านยูโร และหากได้เป็นแชมป์ในรอบสุดท้ายจะได้ถ้วยชนะเลิศ และเงินรางวัลสูงถึง 6 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทำให้แต่ละทีมเล่นกันอย่างเต็มที่ทีเดียวในการแข่งขันที่ผ่านมา ส่วนลีกอื่นๆ นั้นถึงเงินรางวัลจะลดน้อยลงมา แต่สิ่งที่ล่อใจกลับเป็นโควต้าในการเล่นเพลย์ออฟ เพื่อลุ้นไปเล่นศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 ทำให้แต่ละทีมสู้กันอย่างเต็มที่ เพราะทีมในระดับล่างนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านรอบคัดเลือกได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งการมีลุ้นเพลย์ ออฟไว้ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียว

เรียบเรียงโดย  jackpot168slot.com

โอกาสสุดท้าย

            แจ็คสัน มาร์ติเนซ เคยเป็นกองหน้าอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว ตอนเล่นให้กับเอฟวี ปอร์โต้ ในช่วงปี 2012-2015 ซึ่งเขาช่วยให้ทีมดังของโปรตุเกสคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ 1 สมัยด้วย และผลงานส่วนตัวของเขาก็ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เมื่อสามารถช่วยทีมทำประตูเกิน 20 ประตูตลอด ในช่วง 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นเอสตาดิโอ โด ดราเกรา สนามเหย้าของเอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งฤดูกาลสุดท้ายที่เขาค้าแข้งกับปอร์โต้ในปี 2014-2015 เขาทำประตูได้ถึง 34 ประตูในทุกรายการ ทำให้ช่วงซัมเมอร์หลังจบฤดูกาลก็ถูกแอตเลติโก มาดริด ทีมดังของสเปนทุ่มเงินถึง 35 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งตอนนั้นเขาถูกมองว่าจะก้าวไปเป็นกองหน้าระดับพระกาฬของยุโรปได้อย่างแน่นอน เพราะเส้นทางการค้าแข้งของเขาตามรอยราดาเมล ฟัลเกา กองหน้ารุ่นพี่ทีมชาติโคลอมเบียแบบเดียวกันเลย คือย้ายจากเอฟซี ปอร์โต้ไปสุดยอดกับแอตเลติโก มาดริด

แต่ว่าเส้นทางการค้าแข้งของเขาต้องฝันสลายทันที เมื่อเขาย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงของประเทศสเปนได้ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ และได้ลงสนามช่วยทีมในลีกไปถึง 15 นัด แต่กลับทำได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ แจ็คสัน มาร์ติเนซ ก็ถูกขายต่อไปให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังของปะเทศจีน ซึ่งมาทุ่มเงินถึง 42 ล้านยูโรมาคว้าตัวไปร่วมทีม ทำให้แอตเลติโก มาดริดได้กำไรด้วยซ้ำ

พอย้ายมาค้าแข้งในแดนมังกรตอนแรกก็เหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ในฤดูกาลแรกได้สำเร็จด้วย แต่ต่อมาเขาก็ได้รับบาดเจ็บในช่วงเดือนตุลาคมปี 2016 ทำให้เขาต้องเดินทางไปผ่าตัดและพักฟื้นร่างกาย แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปปีกว่า จนเปิดฤดูกาล 2018 เป็นที่เรียบร้อย แต่เขาก็ยังไม่หายเจ็บกลับมาลงสนามช่วยทีมได้เสียที ทีมกวางโจว เอเวอร์แกรนด์จึงไม่มีทางเลือก และตัดสินใจยกเลิกสัญญาไปในที่สุดในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นมากองหน้าวัย 31 ปีก็แทบไม่มีข่าวคราวให้เห็นอีกเลย โดยพึ่งกลับมามีข่าวอีกครั้งในช่วงที่ตลาดซื้อขายกำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากเขากำลังมองหาทีมใหม่อยู่ในเวลานี้ เนื่องจากตอนนี้เขาเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์อยู่ และยังไม่มีสโมสรไหนกล้าจ้างเขา ซึ่งก็เนื่องมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของเขานั่นเองที่ทำให้ทีมอื่นไม่สนใจ และการล้างสนามไปนานเกือบ 2 ปีอีกด้วยที่น่าจะเป็นปัญหา

ผลงาน 2 ดาวดังในเจ ลีก

    อัพเดทข่าวฟุตบอลที่น่าสนใจโดย live22sure.com หลังจากที่ฟุตบอลเจ ลีกได้มีการหยุดพักครึ่งฤดูกาลในช่วงที่ฟุตบอลโลกทำการแข่งขัน และกลับมาเตะกันใหม่ในเลกที่ 2 หลังจากที่ทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกจบไม่นาน โดยระหว่างช่วงนั้นก็ได้มีการเปิดตัวนักเตะดาวดังที่ได้ย้ายทีมไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย คืออันเดรส อิเนสต้า กองกลางอดีตทีมชาติสเปนที่พึ่งประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ซึ่งได้มีการเปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งที่จริงแล้วเขาได้รับสัญญาตลอดชีพกับการค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นูของบาร์เซโลน่าด้วยซ้ำ และอีกรายคือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนที่ย้ายออกจากแอตเลติโก มาดริด สโมสรสุดรักของเขามาร่วมทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในศึกเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการย้ายทีมที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลเอเชียเป็นอย่างยิ่ง

อันเดรส อิเนสต้า ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบนั้น ซึ่งตอนแรกเป็นทีมที่แฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจทีมนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีนักเตะไทยไปค้าแข้งอยู่ที่นั่นด้วย คือธีราธร บุญมาทันต์ แบ็คซ้ายทีมชาติไทยที่ถูกยืมตัวไปจากเมืองทอง ยูไนเต็ด 1 ฤดูกาลนั่นเอง และนอกจากนั้นทีมนี้ยังมีลูคัสซ์ โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 2014 มาแล้วด้วย ซึ่งการย้ายไปร่วมทีมของอิเนสต้าทำให้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ โดยหลังจากที่อิเนสต้าในวัย 34 ปีได้ย้ายมาร่วมทีมแล้วนั้นก็ทำให้ผลงานของทีมกระเตื้องขึ้นเรื่อยๆ จากทีมที่เคยอยู่กลางตาราง จนตอนนี้สามารถขยับขึ้นไปบนหัวตารางได้แล้ว และมีลุ้นที่จะทำอันดับติดพื้นที่ไปเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าด้วย โดยเขาได้ลงสนามไปแล้ว 5 นัดและสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ซึ่งเป็นประตูสุดสวยทั้ง 2 นัด โดยเฉพาะนัดที่พบกับจูบิโล่ อิวาตะ ที่เขาคล้องบอลเข้าไปเลี้ยงหลบผู้รักษาประตูและยิงเข้าไป

ส่วนทางด้านของเฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล และแอตเลติโก มาดริดวัย 34 ปี ที่อยู่กับทีมซากัน โทสุ ที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นในฤดูกาลนี้ด้วย โดยผลงานของเขาจากการลงสนามมาแล้ว 7 นัด แต่ยังไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย รวมถึงตอนนี้ทีมต้องอยู่ในโซนตกชั้นอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าผลงานช่วงหลังจะสามารถเก็บชัยชนะได้บ้างแล้วก็ตาม ซึ่งต้องลุ้นหนีตกชั้นเหนื่อยทีเดียวในช่วง 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

เปาลินโญ่ในลีกจีน

  เปาลินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลี่ยน ถือว่าเคยเป็นตัวหลักของทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในยุคการคุมทีมของทิม เชอร์วู๊ด และต่อด้วยเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์คนปัจจุบันมาก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม และถูกขายออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 โดยขายมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกซุเปอร์ ลีกที่ประเทศจีน ด้วยค่าตัวประมาณ 14.4 ล้านยูโรในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาได้มาทำงานร่วมกับหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิเลี่ยนที่เคยพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จมาแล้วเมื่อปี 2002 และเขาก็ได้เป็นนักเตะตัวหลักของทีมมาโดยตลอด และยังสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศจีนได้ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2015-2016 และ 2016-2017 รวมถึงแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แชมป์รายการใหญ่สุดของสโมสรเอเชียด้วย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในทวีปยุโรปนั่นเอง ในปีแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีมเลย

หลังจากเล่นให้กับทีมในแดนมังกรไป 2 ฤดูกาล ในช่วงเดือนสิงหาคม บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้าสเปน ก็ได้ติดต่อมาขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเปาลินโญ่ก็ได้ตอบรับข้อเสนอโดยทันที ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บาร์เซโลน่าได้เสียเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลไปให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บาร์เซโลน่ายอมยื่นเงินถึง 40 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม และเขาก็กลายไปเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และสุดท้ายก็คว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปน รวมถึงโกปา เดล เรย์ได้สำเร็จด้วย รวมถึงติดทีมชาติบราซิลไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วย และยังได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแดนกลางร่วมกับคาเซมิโร่ และฟิลิเป้ คูตินโญ่ด้วย

หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก เปาลินโญ่ กองกลางบราซิเลี่ยนวัย 30 ปีก็ถูกปล่อยกับมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ในจีนอีกครั้ง ซึ่งมีหลายกระแสว่าเป็นทั้งการยืมตัว และบางแหล่งก็บอกว่าเป็นการซื้อขาดด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรเท่ากับตอนที่พวกเขาขายให้กับบาร์เซโลน่า โดยหลังจากที่เขาย้ายกลับมาเล่นในแดนมังกรอีกครั้ง ด้วยการสวมเสื้อหมายเลข 9 และช่วยทีมลงสนามไปแล้ว 7 นัด และสามารถทำประตูไปได้แล้วถึง 7 ประตูเลยทีเดียว เรียกได้ว่ากำลังร้อนแรงมากๆ และทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนกลับมามีลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้อีกครั้งแล้วด้วย

5 นักเตะค่าตัวแพงแดนมังกร

    ไชนีส ซุเปอร์ ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศจีน ที่เริ่มมามีการบูมขึ้นมาหลังจากทุ่มเงินซื้อนักเตะจากทวีปยุโรปไปร่วมทีมหลายคน ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2010 และหลังจากนั้นก็มีนักเตะระดับหัวแถวของยุโรปย้ายไปเล่นในลีกจีนกันหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมูลค่าการย้ายทีมมหาศาลไม่แพ้การซื้อขายในทวีปยุโรปเลยทีเดียว ซึ่งจะขอสรุป 5 นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในการย้ายทีมมาเล่นในประเทศจีน

1.ออสก้าร์ กองกลางดีกรีทีมชาติบราซิล ที่ย้ายออกจากทีมเชลซี ซึ่งเป็นทีมดังในอังกฤษ มาร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมดังในเมืองเฮี่ยงไฮ้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 54 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยตอนนั้นออสก้าอยู่ในวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่กำลังพีคมากๆ ในการเล่นในยุโรป และการย้ายไปเล่นในลีกจีนถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมากในช่วงนั้น

2.ฮัล์ค กองหน้าทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กไปร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจีในปี 2016 ด้วยค่าตัวถึง 50.2 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนย้ายทีมเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังเล่นมาจนถึงปัจจุบันในวัย 32 ปี ซึ่งการย้ายมาเล่นในจีนทำให้เขาไม่ได้ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติบราซิลอีกเลยนับแต่นั้นมา

3.อเล็ก เตเซร่า เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่ย้ายจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมในยูเครนมาร่วมทีมเจียงซู ซูหนิน ในลีกจีนด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 ซึ่งตอนนั้นมีทางลิเวอร์พูลที่สนใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยซ้ำ

4.แจ็คสัน มาร์ติเนซ กองหน้าร่างใหญ่ชาวโคลอมเบีย ที่ดังขึ้นมากับเอฟซี ปอร์โต้ แต่กลับไปล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริด จึงถูกปล่อยมาให้กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังในจีนด้วยค่าตัว 37.8 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2016 แต่เขากลับได้ลงสนามเพียง 10 นัดในปีนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้รับบาดเจ็บ และไม่สามารถกลับมาช่วยทีมได้เลย จนถูกปล่ยตัวออกจากทีมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

5.เปาลินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาร์เซโลน่ากลับมาเล่นกับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์อีกครั้ง หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยบาร์เซโลน่ายอมขายกลับมาให้ด้วยราคา 36 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกับที่เขาย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง โดยก่อนหน้านั้นเขาย้ายจากสเปอร์มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 12.6 ล้านปอนด์เท่านั้น

ดาวดวงใหม่จากตะวันออกกลาง

   นักเตะจากตะวันออกกลางแทบไม่เคยได้รับการยอมรับถึงความสามารถเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนที่มาจากทวีปนี้ และได้เคยเล่นในยุโรปมาแล้ว ทั้งอาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอิหร่าน ที่ก็เคยเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค และแฮร์ธ่า เบอร์ลินมาแล้ว และมาถึงเมห์ดี้ มาดาวีเคีย อดีตแบ็คขวาทีมชาติอิหร่านที่ก็เคยเล่นในบุนเดสลีก้ามาแล้วเช่นกัน แต่นับแต่นั้นมานักเตะจากตะวันออกกลางก็แทบไม่ได้ออกไปเล่นในเวทียุโรปอีกเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักเตะจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตที่ดูเก่งมากอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน เพลย์เมคเกอร์จอมแพรวพราวก็ไม่ได้โอกาสมาค้าแข้งในยุโรปเสียที แต่มีนักเตะอิหร่าน 1 คนที่ได้ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คืออาลีเรซ่า จาฮันบาสช์ ตัวรุกทีมชาติอิหร่านชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเขาย้ายจากอาแซ๊ด อัคมาร์ ทีมดังในเอเรดิวิซีของฮอลแลนด์ไปร่วมทีมไบรท์ตันในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวถึง 17 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติของสโมสรด้วย

ตัวรุกวัย 24 ปีที่ถนัดเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นส่วนใหญ่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยสามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว และทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอเรดิวิซี่เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ทางไบรท์ตันตัดสินใจทุบกระปุกดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับทางดามัช เตหราน และดามัช กิลาน ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะได้ย้ายมาค้าแข้งในฮอลแลนด์กับเอ็นอีซี ไนเมเก้น เมื่อปี 2013 ตอนเขา 19 ปี และเขามาโดดเด่นในฤดูกาลที่ 2 ที่ตอนนั้นต้องอยู่ในลีกรอง หลังจากทีมต้องตกชั้นไปในฤดูกาลก่อน โดยทำไป 12 ประตูจาก 28 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ทำให้ถูกอาแซ๊ด อัคมาร์ดึงตัวมาร่วมทีม และได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกในที่สุด ส่วนในนามของทีมชาติอิหร่านซึ่งเขาเริ่มติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เป็นยุคการคุมทีมของคาร์ลอส เครอส กุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่แล้ว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักมาโดยตลอดในยุคของอดีตมือขวาของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันในตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย ซึ่งต้องมาดูว่าเขาเจ๋งแค่ไหนกับการเล่นในลีกที่หินที่สุดในโลก คงต้องมาลุ้นกัน

ปัญหาของนักเตะแอฟริกัน

   นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกันนั้นถือว่ามีมีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่ส่งออกนักเตะไปค้าแข้งตามลีกต่างๆ มากมาย บ้างก็มีเป็นนักเตะ 2 สัญชาติบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมและสโมสรทั่วโลกต่างต้องการทัวนักเตะที่มาจากทวีปนี้มาก เนื่องจากพวกเขานั้นถือว่าเกิดมาด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงตามพันธุกรรมของพวกเขา รวมถึงเป็นพวกที่มีความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทักษะทางกีฬาที่ดีเลิศเท่านั้น พวกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเป็นประเภทที่มีดนตรีในหัวใจ และร้องเพลงได้ไพเราะมากด้วย หรือว่าจะเป็นสุดยอดนักกีฬาประเทภต่างๆ ก็มักจะมาจากทวีปนี้ และหากแยกออกมาเป็นในวงการฟุตบอล นักฟุตบอลจากทวีปนี้จะมีความเด่นชัดในเรื่องของรูปร่าง และความแข็งแรงในการเบียดแย่งบอลหรือการเข้าปะทะ ซึ่งมีกุนซือหลายคนชอบนักเตะประเภทนี้มาก คือลักษณะทางกายภาพ หรือ Physical ที่เหนือกว่าชาวบ้านเขา โดยโชเซ่ มูรินโญ่มักจะชอบใช้นักเตะประเภทนี้ อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิคาเอล เอสเซียง และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งนักเตะเหล่านี้จะทำให้ทีมได้เปรียบค่อนข้างมากในการเบียดแย่งบอลกัน

แต่ปัญหาของนักเตะที่มาจากทวีปนี้ส่วนใหญ่คือมักจะเล่นกับลูกฟุตบอลไม่ค่อยเก่งนัก อย่างเช่นการเปิดบอล หรือการยิงประตูเป็นต้น ที่มีนักเตะหลายคนที่มีทักษะความเร็ว และความแข็งแรง และสามารถเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ตลอด แต่พอมาถึงจังหวะการยิงประตูนั้นกลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายทีเดียว แต่หากนักเตะประเภทนี้สามารถเพิ่มทักษะในการทำประตูที่เฉียบขาดได้ นักเตะเหล่านั้นจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกได้ไม่ยากเลย อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กองหน้าชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยค้าแข้งกับเชลซี ซึ่งเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้อย่างเฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าระดับท็อปของโลกในเวลานั้นเลย หรืออย่างซามูเอล เอโต้ อดีตกองหน้าทีมชาติแคเมรูน ที่ก็เป็นนักเตะที่เฉียบขาดเช่นกัน ทั้งตอนอยู่กับบาร์เซโลน่า และอินเตอร์ มิลาน และยังเป็นคนทำประตูชห้บาร์เซโลน่าในนัดที่เอาชนะอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2006 อีกด้วย โดยตอนนี้ก็ยังมีนักเตะที่มาจากทวีปแอฟริกันที่ก็กำลังตามรอยดร็อกบา กับเอโต้มาติดๆ นั่นก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ กองหน้าทีมชาติอิยิปต์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเครื่องจักรในการถล่มประตูของลิเวอร์พูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอเชี่ยนส์ เกมส์

    ผลการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลชายศึกเอเชี่ยนส์ เกมส์ ที่ถือว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของทวีปเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย โดยกีฬาที่เป็นไฮไลท์ของการแข่งขันก็คงจะหนีไม่พ้นฟุตบอลอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะจำกัดอายุผู้เล่นที่ให้ส่งชุดยู 23 ของแต่ละชาติเข้าร่วม เหมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็ตาม โดยจะอนุญาตให้แต่ละประเทศส่งนักเตะที่อายุเกิน 23 ปีได้ทีมละ 3 คนเท่านั้น โดยผลที่จับออกมาปรากาฏว่าทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่มบี โดยมีอุซเบกิสถาน บังกลาเทศ และกาต้าร์เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งก็ถือว่าพอจะมีโอกาสเข้ารอบอยู่บ้าง ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจก็มีกลุ่มเอฟที่ซาอุดิอาราเบียต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับทีมชาติอิหร่าน รวมถึงทีมชาติเกาหลีเหนือด้วย และมีเมียนมาร์ไปเป็นไม้ประดับของกลุ่มนี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเอาอันดับ 1 และอันดับ 2 เข้ารอบ และอันดับ 3ที่ดีที่สุดอีกถึง 4 ทีมเพื่อผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากไม่ย่ำแย่จนเกินไป ทีมชาติไทยน่าจะได้เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มเป็นอย่างน้อย ส่วนทีมชั้นนำอย่างทีมชาติญี่ปุ่นถูกจับไปวางในกลุ่มดี โดยมีทีมชาติเวียตนาม ทีมชาติปากีสถาน และทีมชาติเนปาลเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม และกลุ่มอีที่เกาหลีใต้อยู่นั้นประกอบไปด้วยคีกิซสถาน มาเลเซีย และทีมชาติบาห์เรน

การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนส์ เกมส์ครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และจะไปจบกันในช่วงวันที่ 1 กันยายน ที่ประเทศอินโดนีเชียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ไฮไลท์สำคัญสำหรับฟุตบอลรายการนี้คือทีมชาติเกาหลีใต้จะส่งซอน ฮงมิน กองหน้าตัวเก่งจากทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ติดทีมมาด้วย ซึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เพื่อที่กองหน้าวัย 26 ปีที่ต้องการจะช่วยชาติคว้าเหรียญทองให้สำเร็จ และโอกาสในการพิจารณาให้ผ่อนผันไม่ต้องทำการเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ซึ่งจะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปถึง 2 ปีเลยทีเดียวหากเขาไม่สามารถทำให้ทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้คว้าเหรียญทองให้ได้ โดยเกาหลีใต้นอกจากจะใช้ซอน ฮองมินเป็นโควต้าอายุเกิน 23 ปีแล้ว นอกนั้นก็มีชอน ฮยอนอู ผู้รักษาประตูจอมหนึบจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และฮวัง อุยโจ กองหน้าจากทีมกัมบะ โอซาก้าอีกคนด้วย ซึ่งทำให้โอกาสได้แชมป์ของพวกเขานั้นสูงมาก เนื่องจากทีมชาติญี่ปุ่นนั้นใช้ชุดเยาวชนทั้งชุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดอายุไม่เกิน 21 ปีด้วย รวมถึงไม่มีกระดูกชิ้นโตอย่างทีมชาติออสเตรเลียด้วย ที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนส์ เกมส์อยู่แล้ว