เจ ลีกกำลังระบาด

    หากให้พูดถึงลีกฟุตบอลในทวีปเอเชียที่ดีที่สุดในตอนนี้ แฟนบอลคงพูดถึงเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่นกันอย่างแน่นอน ทั้งในด้านของคุณภาพ และปริมาณนักเตะต่างชาติที่เริ่มเข้าไปค้าแข้งในแดนซามูไรมากขึ้นทุกที ส่วนนักเตะญี่ปุ่นก็เตรียมส่งออกไปค้าแข้งในทวีปยุโรปแทน โดยแฟนบอลชาวไทยคงเริ่มให้ความสนใจกับลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเริ่มมีนักเตะไทยไปค้าแข้งในดินแดนปลาดิบมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากชนาธิป สงกระสินต์ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็ก ที่ไปเล่นให้กับคอนซาโดเร่ ซัปโปโร ในเลก 2 ของฤดูกาลที่แล้ว และสามารถโชว์ผลงานได้อย่างดีเยี่ยม และสร้างกระแสให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นทำให้นักเตะไทยเริ่มเป็นที่สนใจจากทีมในญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้ธีรศิลย์ แดงดา และธีราธร บุญมาทันต์ มีโอกาสตามไปค้าแข้งในเจ ลีกด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับซานเฟรเซ่ ฮิโรชิม่า และวิตเซิ่ล โกเบ โดยธีราธรจะได้ไปเล่นกับลูคัสซ์ โพดอลสกี้ กองหน้าที่เคยเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกกับทีมชาติเยอรมันมาแล้วเมื่อปี 2014 ทำให้แฟนบอลชาวไทยสนใจเจ ลีกมากขึ้นเป็นเท่าตัว และยังมีการถ่ายทอดสดกลับมาให้รับชมกันอีกด้วย

และในช่วงปิดพักเบรคหลังจบเลกแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับศึกฟุตบอลโลกพอดี ก็ได้มี 2 ซุเปอร์สตาร์ระดับโลก ย้ายไปค้าแข้งในดินแดนแห่งดอกซากุระเพิ่มอีก คืออันเดรส อิเนสต้า เพลย์เมคเกอร์ระดับตำแหน่งของทีมชาติสเปนและสโมสรบาร์เซโลน่า ซึ่งตัดสินใจไม่เล่นกับบาร์เซโลน่าต่อ ทั้งๆ ที่เขาได้สัญญาอยู่โยงในถิ่นคัมป์ นูแบบตลอดอาชีพค้าแข้งก็ตาม โดยย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ที่มีโพดอลสกี้ กับธีราธรรออยู่ และจะได้ร่วมเล่นด้วยกันในช่วงเลกสองนี้ และอีกรายหนึ่งที่ตามอิเนสต้าไปติดๆ ก็คือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนของแอตเลติโก มาดริด ที่ตัดสินใจไปโกยเงินเยนเข้ากระเป๋าแทน โดยจะไปอยู่กับทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในเจ ลีก ที่ต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ เนื่องจากตอนนี้พวกเขาอยู่อันดับที่ 17 ของตารางการแข่งขัน และมีคะแนนห่างจากโซนปลอดภัยถึง 4 คะแนน

ต่อจากนี้ไปน่าจะมีบรรดานักเตะดาวดังทยอยย้ายมาค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น แทนที่จะไปค้าแข้งแถบตะวันออกกลาง หรือในประเทศจีน สืบเนื่องจากการย้ายมาของอันเดรส อิเนสต้า ที่จะทำให้ดาวดังที่เริ่มมีอายุมากขึ้น หันมาสนใจเจ ลีกมากขึ้น

แอฟริกาสอบตก

   ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ถือว่ามีเรื่องราวต่างๆ ให้พูดถึงมากมาย แต่มีหนึ่งเรื่องที่น่าจะสร้างความขายหน้าให้ทวีปแอฟริกาก็คือ ทั้ง 5 ประเทศที่ได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายกลับต้องตกรอบแรกด้วยกันทั้งหมด 5 ทีม และมีโมร็อคโค และทีมชาติอิยิปต์ที่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลยด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วทีมจากทวีปแอฟริกาทำผลงานได้ดีกว่านี้ ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยแอลจีเรีย และไนจีเรีย

ฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ มีทีมชาติอิยิปต์ ทีมชาติโมร็อคโค ทีมชาติเซเนกัล ทีมชาติไนจีเรีย และทีมชาติตูนิเซีย ซึ่งทีมชาติอิยิปต์ อยู่ในสายเดียวกับเจ้าภาพรัสเซีย ซาอุดิอาราเบีย และทีมชาติอุรุกวัย ซึ่งมองจากชื่อชั้นถือว่าเขามีโอกาสคว้าที่ 2 ของกลุ่มไม่น้อยทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นรองเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้น และอีกกลุ่มคือเซเนกัล ที่มีญี่ปุ่น โปแลนด์ และทีมชาติโคลอมเบียเป็นเพื่อนร่วมสาย และเซเนกัลดูเป็นรองแค่เพียงโคลอมเบียเท่านั้น โดยถูกมองว่าน่าจะมีอย่างน้อย 1 ทีมที่น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับผิดหวังด้วยกันหมด โดยทีมชาติเซเนกัลถือว่าเป็นทีมประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพวกเขาต้องตกรอบแบ่งกลุ่มเนื่องจากกฏแฟร์ เพลย์ ที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโดนทีมชาติญี่ปุ่นปาดหน้าคว้าอันดับ 2 ไปครอง เนื่องจากทีม “ซามูไร” โดนใบเหลืองน้อยกว่า 2 ใบ ซึ่งพวกเขาออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากตกรอบไปแล้วว่ากฏแฟร์ เพลย์ ถอว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม แต่จริงๆ แล้วแต่ละชาติรู้กฏกติกากันมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์แล้ว และก่อนแข่งนัดสุดท้ายของกลุ่ม พวกเขากุมความได้เปรียบในการเข้ารอบด้วยซ้ำ โดยเพียงขอแค่เสมอก็ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว แต่มันก็เหมือนดาบสองคม ที่ทำให้เขาเล่นอย่างชะล่าใจ และหวังแต่เพียงผลเสมอเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์การเข้ารอบมาเปลี่ยนในช่วงท้ายเกม เมื่อเซเนกัลโดนโคลอมเบียออกนำ 0-1 ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ความได้เปรียบไปอยู่ที่ญี่ปุ่นที่โดนโปแลนด์นำ 0-1 ทันที

หากประเมินเป็นผลงานแล้ว ทีมจากทวีปแอฟริกาถือว่าสอบตกกันยกแผง และถือเป็นทวีปที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย เพราะขนาดทีมจากเอเชียที่ได้โควต้า 5 ทีมเช่นกัน ก็ยังมีทีมชาติญี่ปุ่นที่สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แถมผลงานยังน่าประทับใจเสียด้วย ถึงแม้จะพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ก็ตาม โดยทีมจากทวีปแอฟริกาที่น่าผิดหวังที่สุดคงเป็นอิยิปต์ที่แพ้รวดทั้ง 3 นัด ส่วนทีมอื่นๆ ยังสามารถเก็บชัยชนะกลับมาได้ทั้งหมด

นักเตะแดนโสมเริ่มขายไม่ออก

    เกาหลีใต้ ถือเป็นประเทศที่เคยมีนักเตะส่งออกไปค้าแข้งต่างแดนมากที่สุดชาติหนึ่งในเอเชีย ซึ่งพวกเขาเคยมีพัค จีซอง กองกลางจอมขยันที่ไปค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศชาติ และยังถือว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึง ณ เวลานี้อีกด้วย ซึ่งทำให้ช่วงนั้นนักเตะจากเกาหลีใต้ได้รับโอกาสได้ไปค้าแข้งในแถบยุโรปมากมาย ซึ่งหากจะวัดให้เห็นชัดๆ ก็คือเมื่อฟุตบอลโลกปี 2014 ที่ประเทศบราซิล นักเตะ 23 คนสุดท้ายของทีมชาติเกาหลีใต้มีผู้เล่นที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรปถึง 10 คน โดยมีผู้เล่นจากเค ลีกในประเทศตัวเองเพียง 6 คนเท่านั้น แต่พอมาในศึกฟุตบอลโลก 2018 คราวนี้ กลับมีนักเตะที่ค้าแข้งในยุโรปเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น แต่กลับมีผู้เล่นจากเค ลีกถึง 12 คน ซึ่งทำให้เห็นว่านักเตะจากเกาหลีใต้เริ่มไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับในเวทียุโรปเสียแล้ว แต่ยังพอขายได้กับลีกประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น และจีน แต่หากเทียบกับคู่แข่งอย่างทีมชาติญี่ปุ่นแล้วถือว่าสลับขั้วกันทีเดียว เนื่องจากตอนนี้นักเตะทีมชาติญี่ปุ่นไปค้าแข้งในทวีปยุโรปมากขึ้นจากแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะชุดทีมชาติที่ทำศึกฟุตบอลโลกล่าสุด มีถึง 17 คนทีเดียวที่ค้าแข้งอยู่ในต่างแดน และถือเป็นลีกชั้นนำแทบทั้งสิ้น แต่สำหรับเกาหลีใต้นั้นตอนนี้มีเพียงซอน ฮองมิน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เท่านั้น ที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้

อันที่จริงอาจจะมองได้อีกมุมหนึ่งก็ได้ โดยอาจจะมองว่าลีกฟุตบอลในประเทศเกาหลีใต้อย่างเค ลีก มีความแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องส่งนักเตะออกไปค้าแข้งในยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย เนื่องจากเค ลีกของเกาหลีใต้ ถือว่าเป็นลีกที่ด้อยที่สุดในบรรดามหาอำนาจลูกหนังในเอเชียเลยก็ว่าได้ โดยเป็นรองทั้งเจ ลีกของญี่ปุ่น เอ ลีกของออสเตรเลีย รวมถึงไชนีส ซุเปอร์ ลีกของประเทศจีนด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย หรือเอเชี่ยน คัพ ครั้งที่แล้วเมื่อปี 2015 ทีมชาติเกาหลีใต้จะผ่านเข้าชิงชนะเลิศก็ตาม แต่ก็ไปพ่ายให้กับทีมชาติออสเตรเลีย ทำให้เป็นเพียงแค่รองแชมป์เท่านั้น แต่ในศึกเอเชี่ยน คัพ ในปี 2019 ที่ประเทศสหรัฐ อาหรับ เอมิเรตเป็นเจ้าภาพนั้น พวกเขาดูเป็นรองทั้งทีมชาติญี่ปุ่น และทีมชาติออสเตรเลียอย่างเห็นได้ชัด หากวัดกันด้านชื่อชั้นของนักเตะ ถึงแม้พวกเขาจะเอาชนะทีมชาติเยอรมันได้ในนัดสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

ความสำเร็จของทีมชาติญี่ปุ่น

  การสร้างปรากฏการณ์ของทีมชาติญี่ปุ่นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทำให้วงการฟุตบอลเอเชียได้รับการเชิดหน้าชูตา และได้รับการยอมรับจากแฟนฟุตบอลทั่วโลก หลังจากที่ทีมจากแดนอาทิศอุไท โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ถึงแม้จะตกรอบด้วยน้ำมือของทีมชาติเบลเยี่ยมก็ตาม แต่การพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 2-3 ในนัดนั้น กลับได้รับคำชมจากแฟนบอลทั่วโลกอย่างล้นหลาม ด้วยการเล่นที่กล้าได้กล้าเสีย และไม่เกรงกลัวทีมที่มีดาวดังอย่างทีมชาติเบลเยี่ยมแม้แต่น้อย ซึ่งแตกต่างจากทีมเอเชียที่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกคราวนี้อย่างสิ้นเชิง

ทั้งทีมชาติซาอุดิอาราเบีย ทีมชาติเกาหลีใต้ ต่างก็เล่นด้วยความรัดกุมเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังสามารถกู้หน้าได้ในนัดสุดท้าย ด้วยการเอาชนะคู่แข่งปิดฉากทัวร์นาเม้นต์ได้อย่างสวยหรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติเกาหลีใต้ที่ไว้ลายเอาชนะแชมป์เก่าอย่างทีมชาติเยอรมันได้ 2-0 ซึ่งถือเป็นผลการแข่งขันที่ช็อคโลกที่สุดนัดหนึ่งของฟุตบอลโลกหนนี้เลยทีเดียว ส่วนทีมชาติออสเตรเลียนั้นถือเป็นทีมที่น่าผิดหวังที่สุดจากฝั่งเอเชีย ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นรัดกุมตลอดทัวร์นาเม้นต์ และไม่สามารถทำประตูจากโอเพ่น เพลย์ได้เลย โดยพวกเขาได้ 2 ประตูจากจุดโทษของไมล์ เยดรินัคเท่านั้น ซึ่งแฟนบอลบางรายถึงกับแซวว่าไม่น่าย้ายมาแย่งโควต้าเอเชียเลยด้วยซ้ำ

การพัฒนาของทีมชาติญี่ปุ่น ทำให้แฟนบอลทั่วโลกจะหันมาให้ความสนใจกับฟุตบอลเอเชียมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของฟุตบอลลีกที่เจ ลีก ของญี่ปุ่น เริ่มมีดาวดังย้ายมาค้าแข้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตอนนี้มีทั้งลูคัสซ์ โพดอลสกี้ กับอันเดรส อิเนสต้า ที่อยู่กับวิทเซล โกเบ และล่าสุดเฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตยอดกองหน้าของลิเวอร์พูล และทีมชาติสเปน ก็ได้ไปเปิดตัวกับซากัน โทสุเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ทำให้สื่อต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับฟุตบอลเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ไชนีส ซุเปอร์ ลีก ของประเทศจีนก็ทุ่มเงินคว้าดาวเตะจากยุโรปมาค้าแข้งที่แดนมังกรมาหลายรายแล้ว ทำให้ความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นไปอีก ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบมาสู่ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย หรือศึกเอเชี่ยน คัพ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 ด้วย ที่น่าจะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ว่าทีมชาติต่างๆ จะมีพัฒนาการไปมากน้อยแค่ไหน และทีมชาติญี่ปุ่นจะมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นจนไปเทียบชั้นกับทีมชาติชั้นนำในทวีปอื่นๆ ได้หรือยัง ศึกเอเชี่ยน คัพ ที่สหรัฐ อาหรับ เอมิเรต จะเป็นเจ้าภาพในปีหน้าคงจะมีคำตอบ