5 นักเตะค่าตัวแพงแดนมังกร

    ไชนีส ซุเปอร์ ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศจีน ที่เริ่มมามีการบูมขึ้นมาหลังจากทุ่มเงินซื้อนักเตะจากทวีปยุโรปไปร่วมทีมหลายคน ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2010 และหลังจากนั้นก็มีนักเตะระดับหัวแถวของยุโรปย้ายไปเล่นในลีกจีนกันหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมูลค่าการย้ายทีมมหาศาลไม่แพ้การซื้อขายในทวีปยุโรปเลยทีเดียว ซึ่งจะขอสรุป 5 นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในการย้ายทีมมาเล่นในประเทศจีน

1.ออสก้าร์ กองกลางดีกรีทีมชาติบราซิล ที่ย้ายออกจากทีมเชลซี ซึ่งเป็นทีมดังในอังกฤษ มาร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมดังในเมืองเฮี่ยงไฮ้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 54 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยตอนนั้นออสก้าอยู่ในวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่กำลังพีคมากๆ ในการเล่นในยุโรป และการย้ายไปเล่นในลีกจีนถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมากในช่วงนั้น

2.ฮัล์ค กองหน้าทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กไปร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจีในปี 2016 ด้วยค่าตัวถึง 50.2 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนย้ายทีมเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังเล่นมาจนถึงปัจจุบันในวัย 32 ปี ซึ่งการย้ายมาเล่นในจีนทำให้เขาไม่ได้ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติบราซิลอีกเลยนับแต่นั้นมา

3.อเล็ก เตเซร่า เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่ย้ายจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมในยูเครนมาร่วมทีมเจียงซู ซูหนิน ในลีกจีนด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 ซึ่งตอนนั้นมีทางลิเวอร์พูลที่สนใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยซ้ำ

4.แจ็คสัน มาร์ติเนซ กองหน้าร่างใหญ่ชาวโคลอมเบีย ที่ดังขึ้นมากับเอฟซี ปอร์โต้ แต่กลับไปล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริด จึงถูกปล่อยมาให้กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังในจีนด้วยค่าตัว 37.8 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2016 แต่เขากลับได้ลงสนามเพียง 10 นัดในปีนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้รับบาดเจ็บ และไม่สามารถกลับมาช่วยทีมได้เลย จนถูกปล่ยตัวออกจากทีมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

5.เปาลินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาร์เซโลน่ากลับมาเล่นกับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์อีกครั้ง หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยบาร์เซโลน่ายอมขายกลับมาให้ด้วยราคา 36 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกับที่เขาย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง โดยก่อนหน้านั้นเขาย้ายจากสเปอร์มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 12.6 ล้านปอนด์เท่านั้น

ดาวดวงใหม่จากตะวันออกกลาง

   นักเตะจากตะวันออกกลางแทบไม่เคยได้รับการยอมรับถึงความสามารถเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนที่มาจากทวีปนี้ และได้เคยเล่นในยุโรปมาแล้ว ทั้งอาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอิหร่าน ที่ก็เคยเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค และแฮร์ธ่า เบอร์ลินมาแล้ว และมาถึงเมห์ดี้ มาดาวีเคีย อดีตแบ็คขวาทีมชาติอิหร่านที่ก็เคยเล่นในบุนเดสลีก้ามาแล้วเช่นกัน แต่นับแต่นั้นมานักเตะจากตะวันออกกลางก็แทบไม่ได้ออกไปเล่นในเวทียุโรปอีกเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักเตะจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตที่ดูเก่งมากอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน เพลย์เมคเกอร์จอมแพรวพราวก็ไม่ได้โอกาสมาค้าแข้งในยุโรปเสียที แต่มีนักเตะอิหร่าน 1 คนที่ได้ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คืออาลีเรซ่า จาฮันบาสช์ ตัวรุกทีมชาติอิหร่านชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเขาย้ายจากอาแซ๊ด อัคมาร์ ทีมดังในเอเรดิวิซีของฮอลแลนด์ไปร่วมทีมไบรท์ตันในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวถึง 17 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติของสโมสรด้วย

ตัวรุกวัย 24 ปีที่ถนัดเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นส่วนใหญ่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยสามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว และทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอเรดิวิซี่เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ทางไบรท์ตันตัดสินใจทุบกระปุกดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับทางดามัช เตหราน และดามัช กิลาน ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะได้ย้ายมาค้าแข้งในฮอลแลนด์กับเอ็นอีซี ไนเมเก้น เมื่อปี 2013 ตอนเขา 19 ปี และเขามาโดดเด่นในฤดูกาลที่ 2 ที่ตอนนั้นต้องอยู่ในลีกรอง หลังจากทีมต้องตกชั้นไปในฤดูกาลก่อน โดยทำไป 12 ประตูจาก 28 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ทำให้ถูกอาแซ๊ด อัคมาร์ดึงตัวมาร่วมทีม และได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกในที่สุด ส่วนในนามของทีมชาติอิหร่านซึ่งเขาเริ่มติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เป็นยุคการคุมทีมของคาร์ลอส เครอส กุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่แล้ว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักมาโดยตลอดในยุคของอดีตมือขวาของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันในตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย ซึ่งต้องมาดูว่าเขาเจ๋งแค่ไหนกับการเล่นในลีกที่หินที่สุดในโลก คงต้องมาลุ้นกัน

ปัญหาของนักเตะแอฟริกัน

   นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกันนั้นถือว่ามีมีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่ส่งออกนักเตะไปค้าแข้งตามลีกต่างๆ มากมาย บ้างก็มีเป็นนักเตะ 2 สัญชาติบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมและสโมสรทั่วโลกต่างต้องการทัวนักเตะที่มาจากทวีปนี้มาก เนื่องจากพวกเขานั้นถือว่าเกิดมาด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงตามพันธุกรรมของพวกเขา รวมถึงเป็นพวกที่มีความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทักษะทางกีฬาที่ดีเลิศเท่านั้น พวกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเป็นประเภทที่มีดนตรีในหัวใจ และร้องเพลงได้ไพเราะมากด้วย หรือว่าจะเป็นสุดยอดนักกีฬาประเทภต่างๆ ก็มักจะมาจากทวีปนี้ และหากแยกออกมาเป็นในวงการฟุตบอล นักฟุตบอลจากทวีปนี้จะมีความเด่นชัดในเรื่องของรูปร่าง และความแข็งแรงในการเบียดแย่งบอลหรือการเข้าปะทะ ซึ่งมีกุนซือหลายคนชอบนักเตะประเภทนี้มาก คือลักษณะทางกายภาพ หรือ Physical ที่เหนือกว่าชาวบ้านเขา โดยโชเซ่ มูรินโญ่มักจะชอบใช้นักเตะประเภทนี้ อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิคาเอล เอสเซียง และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งนักเตะเหล่านี้จะทำให้ทีมได้เปรียบค่อนข้างมากในการเบียดแย่งบอลกัน

แต่ปัญหาของนักเตะที่มาจากทวีปนี้ส่วนใหญ่คือมักจะเล่นกับลูกฟุตบอลไม่ค่อยเก่งนัก อย่างเช่นการเปิดบอล หรือการยิงประตูเป็นต้น ที่มีนักเตะหลายคนที่มีทักษะความเร็ว และความแข็งแรง และสามารถเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ตลอด แต่พอมาถึงจังหวะการยิงประตูนั้นกลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายทีเดียว แต่หากนักเตะประเภทนี้สามารถเพิ่มทักษะในการทำประตูที่เฉียบขาดได้ นักเตะเหล่านั้นจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกได้ไม่ยากเลย อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กองหน้าชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยค้าแข้งกับเชลซี ซึ่งเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้อย่างเฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าระดับท็อปของโลกในเวลานั้นเลย หรืออย่างซามูเอล เอโต้ อดีตกองหน้าทีมชาติแคเมรูน ที่ก็เป็นนักเตะที่เฉียบขาดเช่นกัน ทั้งตอนอยู่กับบาร์เซโลน่า และอินเตอร์ มิลาน และยังเป็นคนทำประตูชห้บาร์เซโลน่าในนัดที่เอาชนะอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2006 อีกด้วย โดยตอนนี้ก็ยังมีนักเตะที่มาจากทวีปแอฟริกันที่ก็กำลังตามรอยดร็อกบา กับเอโต้มาติดๆ นั่นก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ กองหน้าทีมชาติอิยิปต์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเครื่องจักรในการถล่มประตูของลิเวอร์พูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอเชี่ยนส์ เกมส์

    ผลการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลชายศึกเอเชี่ยนส์ เกมส์ ที่ถือว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของทวีปเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย โดยกีฬาที่เป็นไฮไลท์ของการแข่งขันก็คงจะหนีไม่พ้นฟุตบอลอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะจำกัดอายุผู้เล่นที่ให้ส่งชุดยู 23 ของแต่ละชาติเข้าร่วม เหมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็ตาม โดยจะอนุญาตให้แต่ละประเทศส่งนักเตะที่อายุเกิน 23 ปีได้ทีมละ 3 คนเท่านั้น โดยผลที่จับออกมาปรากาฏว่าทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่มบี โดยมีอุซเบกิสถาน บังกลาเทศ และกาต้าร์เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งก็ถือว่าพอจะมีโอกาสเข้ารอบอยู่บ้าง ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจก็มีกลุ่มเอฟที่ซาอุดิอาราเบียต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับทีมชาติอิหร่าน รวมถึงทีมชาติเกาหลีเหนือด้วย และมีเมียนมาร์ไปเป็นไม้ประดับของกลุ่มนี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเอาอันดับ 1 และอันดับ 2 เข้ารอบ และอันดับ 3ที่ดีที่สุดอีกถึง 4 ทีมเพื่อผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากไม่ย่ำแย่จนเกินไป ทีมชาติไทยน่าจะได้เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มเป็นอย่างน้อย ส่วนทีมชั้นนำอย่างทีมชาติญี่ปุ่นถูกจับไปวางในกลุ่มดี โดยมีทีมชาติเวียตนาม ทีมชาติปากีสถาน และทีมชาติเนปาลเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม และกลุ่มอีที่เกาหลีใต้อยู่นั้นประกอบไปด้วยคีกิซสถาน มาเลเซีย และทีมชาติบาห์เรน

การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนส์ เกมส์ครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และจะไปจบกันในช่วงวันที่ 1 กันยายน ที่ประเทศอินโดนีเชียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ไฮไลท์สำคัญสำหรับฟุตบอลรายการนี้คือทีมชาติเกาหลีใต้จะส่งซอน ฮงมิน กองหน้าตัวเก่งจากทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ติดทีมมาด้วย ซึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เพื่อที่กองหน้าวัย 26 ปีที่ต้องการจะช่วยชาติคว้าเหรียญทองให้สำเร็จ และโอกาสในการพิจารณาให้ผ่อนผันไม่ต้องทำการเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ซึ่งจะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปถึง 2 ปีเลยทีเดียวหากเขาไม่สามารถทำให้ทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้คว้าเหรียญทองให้ได้ โดยเกาหลีใต้นอกจากจะใช้ซอน ฮองมินเป็นโควต้าอายุเกิน 23 ปีแล้ว นอกนั้นก็มีชอน ฮยอนอู ผู้รักษาประตูจอมหนึบจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และฮวัง อุยโจ กองหน้าจากทีมกัมบะ โอซาก้าอีกคนด้วย ซึ่งทำให้โอกาสได้แชมป์ของพวกเขานั้นสูงมาก เนื่องจากทีมชาติญี่ปุ่นนั้นใช้ชุดเยาวชนทั้งชุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดอายุไม่เกิน 21 ปีด้วย รวมถึงไม่มีกระดูกชิ้นโตอย่างทีมชาติออสเตรเลียด้วย ที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนส์ เกมส์อยู่แล้ว

นักเตะที่เก่งสุดของเอเชีย

    นักฟุตบอลจากทวีปเอเชียเริ่มมามีการส่งออกมาค้าแข้งในทวีปยุโรปกันมาๆ ก็เมื่อหลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นมีนักเตะเอเชียจากประเทศเจ้าภาพทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ถึงแม้ว่าจะมีข้อครหาในการตัดสินของผู้ตัดสินอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนั้นมีนักเตะคนหนึ่งที่เล่นได้อย่างโดดเด่นมาก นั่นคือพาร์ค จีซอง กองกลางตัวกลั่นที่หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกแล้วเขาก็ได้ย้ายตามกุส ฮิดดิ้งไปค้าแข้งในฮอลแลนด์กับพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมดังของแดนกังหันลม และอยู่ค้าแข้งที่นั่นถึง 3 ปี ก่อนจะมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันสนใจและดึงตัวมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวเพียง 4 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยถือเป็นนักเตะคนที่ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกที่ได้เซ็นต์สัญญากับทีม ซึ่งคนแรกเป็นตง ฟางโจว กองหน้าชาวจีนที่สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่พาร์ค จีซองถือว่าทำผลงานได้แตกต่างตันโดยสิ้นเชิง เมื่อเขากลายเป็นกำลังเสริม และกำลังสำคัญของทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัยรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างแน่นอนในเวลานี้ และมีการถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะจากเอเชียหลายคนที่ได้ย้ายมาค้าแข้งในยุโรป ทั้งนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมชาติญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทีมชาติออสเตรเลียก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จเท่ากัปอดีตกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้อย่างแน่นอน เพราะแทบจะไม่เคยมีนักเตะเอเชียคนไหนที่ได้ค้าแข้งในทีมระดับชั้นนำของยุโรปอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อน ซึ่งพาร์ค จีซอง ได้อยู่ค้าแข้งกับทีมนี้ถึง 7 ฤดูกาลเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะแขวนสตั๊ดไปแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ตอนนี้ในวัย 37 ปีเขายังได้เป็นฑูตของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย ซึ่งถือว่าเขาได้รับเกียรติจากสโมสรเป็นอย่างมาก และในช่วงระยะต่อจากนี้ไปอีกซัก 10-20 ปี ก็ยังไม่น่าจะมีนักเตะจากเอเชียคนไหนที่จะประสบความสำเร็จได้เท่ากับเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้เกาหลีใต้จะมีนักเตะที่ชื่อซอน ฮองมิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่ากองหน้าอย่างเขาจะทำประตูได้มากกว่าพาร์ค จีซอง แต่ผลงานโดยรวมแล้วยังคงเป็นรอง และต้องพิสูจน์ตัวเอองอีกซักระยะหนึ่ง

ซลาตันยังสุดยอด

    หลังจากที่ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ย้ายไปค้าแข้งในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ฟุตบอลลีกของเมืองลุงแซมกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีดาวดังไปค้าแข้งที่อเมริกานานพอสมควรแล้ว โดยคนสุดท้ายที่เป็นซุเปอร์สตาร์ก็คือสตีเว่น เจอร์ราร์ดที่ย้ายไปเล่นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แล้วยิ่งเขาย้ายไปค้าแข้งให้กับลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ หรือแอลเอ กาแล็กซี่ที่รู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งเป็นทีมเก่าของเดวิด เบ็คแฮ่ม และสตีเว่น เจอร์ราร์ดด้วย ซึ่งเป็นทีมที่อยู่ในเมืองที่ใหญ่ในด้านของการตลาด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอลเอเป็นเมืองแห่งฮอลลีวู๊ดด้วย

หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่นั่น “เดอะ ก็อด” ก็สร้างเรื่องราวต่างๆ มากมายเหมือนดั่งเทพนิยายเลยก็ว่าได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่นัดเปิดตัวของเขาที่ลงมาเป็นตัวสำรอง แต่กลับซัด 2 ประตูให้ทีมกลับมาเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จ 4-3 ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลในอเมริกา และแฟนฟุตบอลทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากคืนนั้นมีการแชร์เรื่องราวกันมากมายผ่านโลกโซเชี่ยลต่างๆ ถึงการทำประตูของซลาตัน อิบราฮิโมวิช โดยเฉพาะการยิงเกือบครึ่งสนามหลังจากถูกเปลี่ยนตัวลงไปไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้ทั่วโลกทราบกันดีว่าเขายังมีความสุดยอดอยู่ในตัว ถึงแม้ว่าจะอายุปาเข้าไป 36 ปีแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของเขายังเล่นอยู่ในลีกยุโรปได้แบบสบายๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาก็เลือกมาค้าแข้งในดินแดนสหรัฐอเมริกาแทน

ล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกในศึกเมเจอร์ ลีกได้สำเร็จแล้วด้วย หลังจากเล่นให้ทีมมาไม่ถึง 20 นัดด้วยซ้ำ โดยนัดที่เอาชนะออร์แลนโด้ ซิตี้ ทั้งๆ ที่ถูกนำไปก่อน 1-2 แต่ซลาตัน อิบราฮิโมวิชใช้เวลาไม่ถึง 25 นาทีในครึ่งหลังซัดแฮตทริคและพาทีมแอลเอ กาแล็กซี่กลับมาเอาชนะได้ในท้ายที่สุด 4-3 และพาทีมขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโซนตะวันตกแล้ว และน่าจะได้เล่นเพลย์ออฟอย่างแน่นอน ซึ่งจาก 17 นัดที่เขาลงสนามช่วยทีม ดาวเตะวัย 36 ปีสามารถทำได้ถึง 15 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ และ 8 นัดหลังสุดที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงสามารถทำได้ถึง 12 ประตูเลยทีเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงความสุดยอดด้านร่างกาย และความสามารถของเขาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่ในลีกยุโรปก็ตาม แต่เมเจอร์ ลีกก็ถือว่าน่าจะเทียบได้กับลีกยุโรประดับกลางๆ เลยทีเดียว ซึ่งยังไม่แน่ว่าเขาจะเล่นอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไหร่ หรือว่าจะย้ายกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้งหลังจากจบฤดูกาลที่นี่

โชเซ่ ฟอนเต้ ชีวิตผกผัน

            เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2 ปีก่อนหน้านี้โชเซ่ ฟอนเต้ ปราการหลังทีมชาติโปรตุเกสยังเป็นนักเตะของทีมเซาต์แธมตันในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอยู่เลย และตกเป็นข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสนใจกองหลังรายนี้มาร่วมทีมด้วยในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามารับงานกุนซือในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดใหม่ๆ ซึ่งฟอนเต้ค้าแข้งในถิ่นเซนต์ แมร์รี่มาตั้งแต่ฤดูกาล 2010 โดยย้ายจากคริสตัล พาเลซมาอยู่กับทีมทางตอนใต้ด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาต้องลงไปเล่นกับเซาต์แธมตันในศึกลีก วันเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ใช้เวลาเพียง 3 ปีกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดย 2 ฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเซาต์แธมตันเขาจับคู่ยืนเป็นปราการหลังตัวกลางร่วมกับเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ที่ตอนนี้กลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปแล้ว ส่วนฟอนเต้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกัน เมื่อเขาช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ และในช่วงเดือนมกราคม 2017 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยเซ็นต์สัญญากันเป็นเวลา 2 ปีครึ่ง แต่เขาก็อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเขาตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งในลีกจีนกับต้าเหลียน ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นเขาก็มีเพื่อนร่วมทีมต่างชาติเป็นยานนิค การาสโก้ ปีกทีมชาติเบลเยี่ยมที่ย้ายมาจากแอตเลติโก มาดริด และนิโคลัส ไกตาน ปีกชาวอาร์เจนไตน์ที่ก็ออกจากแอตเลติโก มาดริดเช่นกัน แต่กองหลังวัย 34 ปีก็อยู่ค้าแข้งในแดนมังกรได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น และก็ขอยกเลิกสัญญาออกมาในวันที่แข่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกพอดี 15 กรกฏาคม 2018 หลังจากที่ทีมของเขาแพ้คู่แข่งไปถึง 0-8 ซึ่งปัจจุบันเข้าได้ทีมใหม่อีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมลีลล์ในลีก เอิง ของประเทศฝรั่งเศส ที่ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับเขาเป็นเวลา 2 ปี หลังจากเขากลายเป็นนักเตะที่ไม่มีสังกัด และสามารถย้ายทีมได้โดยอิสระและไม่มีค่าตัว

ปัจจุบันฟอนเต้ในวัย 34 ปียังเป็นตัวหลักในตำแหน่งแผงหลังของทีมชาติโปรตุเกสร่วมกับเปเป้อยู่ แต่ในส่วนของต้นสังกัดของเขากลับเลือกเส้นทางที่ไม่ค่อยดีหลังออกจากเซาต์แธมตัน ซึ่งเขาเคยเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรถึง 2 ฤดูกาลด้วย และการได้เซ็นต์สัญญากับลีลล์ก็เหมือนว่าเขาได้กลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้ง โดยจะได้ใส่หมายเลข 6 ของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้

บราซิลในอีก 4 ปีข้างหน้า

    ทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ที่พวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายนั้นถือว่าก็น่าผิดหวังสำหรับทีมระดับเต็งแชมป์อย่างทีมชาติบราซิล แต่หากมองไปในรายละเอียดแล้ว พวกเขาก็ทำได้ดีมาตลอดทัวร์นาเม้นต์ แต่ดันมาพลาดในวันนั้นแค่ช่วงครึ่งแรกเท่านั้น ที่ถูกทีมชาติเบลเยี่ยมออกนำไป 2-0 ทำให้เริ่มครึ่งหลังมาพวกเขาต้องลำบากไล่ตาม และด้วยความเหนียวขงธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายทวารของทีมชาติเบลเยี่ยมในวันนั้นด้วยที่ทำให้พวกเขาต้องตกรอบในท้ายที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำได้ดีกว่าทีมชาติอาร์เจนติน่า หรือแม้กระทั่งทีมชาติเยอรมัน คือพวกเขามีทรงเกมที่ดีมาตลอดทุกนัด ไม่ได้เป็นทีมชาติบราซิลประเภทที่บุกเป็นอย่างเดียว แล้วถอยหลังหกล้ม เหมือนอย่างยุคก่อนๆ คือการทำทีมของติเต้ กุนซือทีมชาติบราซิลคนปัจจุบันคือเน้นการมีเกมรับที่แข็งแกร่ง เหนียวแน่น และเสียประตูยาก ซึ่งการเสีย 2 ประตูให้ทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งนั้น คือการเสีย 2 ประตูครั้งแรกของทีมชาติบราซิล หลังจากที่ติเต้เข้ามาเป็นกุนซือเมื่อปี 2016 ด้วย

ตัวผู้เล่นของทีมชาติบราซิลชุดนี้ยังระดมไปด้วยนักเตะแนวรุกระดับชั้นนำของโลกเหมือนในทุกยุคที่ผ่านมา โดยมีเนย์มาร์ กองหน้าค่าตัวแพงที่สุดในโลกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นตัวชูโรง และมีฟิลิเป้ คูตินโญ่ ดาวเตะจากบาร์เซโลน่าเป็นเพลย์เมคเกอร์ของทีมชุดนี้ ซึ่งนักเตะในแนวรุกนั้นเป็นพวกดาวรุ่ง หรือเป็นพวกที่อยู่ในช่วงพีคของการค้าแข้ง คือประมาณ 26 ปีอย่างเนย์มาร์ และคูตินโญ่ รวมถึงฟิร์มิโน่ด้วย แต่ในส่วนของแนวรับ กุนซือวัย 57 ปีจะเลือกนักเตะมากประสบการณ์เป็นตัวยืน ทั้งติอาโก้ ซิลวา เจา มิรานด้า มาร์เซโล่ ที่เข้าหลักสามย่านกันหมดแล้ว ส่วนฟากเนอร์ก็ปาเข้าไป 29 ปีแล้ว ทำให้แนวรับพวกเขาค่อนข้างนิ่ง และไม่ค่อยมีปัญหาในเวลาโดนคู่แข่งบุกกดดัน

ในศึกฟุตบอลโกปา อเมริกาในปีหน้าที่ประเทศบราซิลจะได้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งพวกเขาจะได้เป็นเต็ง 1 อย่างแน่นอน และมีโอกาสคว้าแชมป์สูงมาก หลังจากพวกเขาได้แชมป์รายการนี้เป็นครั้งสุดท้ายในปี 2007 และพวกเขาไม่ได้เข้าชิงชนะเลิศใน 3 ครั้งหลังสุดด้วย ส่วนในศึกฟุตบอลโลกอีก 4 ปีข้างหน้าติเต้ที่พึ่งต่อสัญญาจะได้คุมทีมไปจนถึงหลังจบบอลโลกหนนั้น ซึ่งพวกดาวดังในตอนนี้อย่างเนย์มาร์จะอายุ 30 ปีพอดี และน่าจะมีความคิดที่จะทำเพื่อทีมมากขึ้นก็มีโอกาสที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จก็ได้

รูนี่ย์ควรรีบเลิก

    หลังจากที่ถูกปล่อยตัวออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวย์น รูนี่ย์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษก็เลือกตัดสินย้ายทีมกลับไปอยู่กับเอฟเวอร์ตัน สโมสรที่ปั้นเขามากับมือ ก่อนที่จะขายให้กับทีม “ปีศาจแดง” ด้วยค่าตัวเกือบ 30 ล้านปอนด์ในปี 2004 ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุดัน มุทะลุ ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของแฟน “เรด อาร์มี่” ได้ไม่ยาก ซึ่งรูนี่ย์ได้ทิ้งสถิติ และประวัติศาสตร์ไว้อย่างมากมายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดตลอดการเล่นของเขา 13 ฤดูกาล ทั้งผู้ทำประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ 253 ทำลายสถิติที่มีมายาวนานเกือบ 50 ปีของเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่ทำไว้ 249 ประตูลงได้ รวมถึงสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติอังกฤษอีกด้วยจำนวน 53 ประตู  และเขาตัดสินใจอำลาทีมชาติอังฤษหลังจบศึกฟุตบอลโลกได้ไม่นานด้วย ในยุคการคุมทีมของแกเร็ธ เซาต์เกธ โดยรูนี่ย์เลือกตัดสินใจกลับไปสวมเสื้อหมายเลข 10 ของ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ทีมรักของเขาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งก็ต้องอยู่กับกุนซือถึง 3 คน ทั้งโรนัลด์ คูมันน์ ที่โดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปเพียงไม่กี่นัด โดยเดวิด อันสเวิร์ธ ก็เข้ามารับหน้าที่ขัดตาทัพ ก่อนจะไปจ้างแซม อัลลาไดซ์มาคุมทีมจนจบฤดูกาลที่แล้ว โดยเขายังสามารถทำประตูให้ทีมได้แตะหลัก 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะโรยราลงเรื่อยๆ ด้วยวัย 32 ปี และช่วยให้ทีมอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากทีมเคยอยู่ในโซนลุ้นหนีตกชั้นมาก่อน ก่อนที่ “บิ๊กแซม” จะเข้ามากู้สถานการณ์

ซัมเมอร์นี้เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนนายใหม่อีกครั้งมาเป็นมาร์โก ซิลวา และได้มีการพูดคุยกันแล้วว่ารูนี่ย์ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของเขา ทำให้ต้องไปหาทีมใหม่โดยเป็นดีซี ยูไนเต็ด ทีมในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่ยื่นข้อเสนอเข้ามา และรูนี่ย์ตัดสินใจเซ็นต์สัญญา 3 ปีครึ่ง และได้สวมเสื้อหมายเลข 9 ในเมืองหลวงของแดนลุงแซม แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และสภาพร่างกายที่เขากรำศึกหนักมาตลอดอาชีพการเล่นในพรีเมียร์ลีก ทำให้ตอนนี้รูนี่ย์เหมือนเหลือแค่ชื่อแล้วเท่านั้น ฟอร์มการเล่น และวิธีการเล่นต่างๆ ตกลงไปจากแต่ก่อนมากอย่างรวดเร็ว และประโยชน์ที่ทีมจะได้จากเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เวย์น รูนี่ย์ ควรจะทำในวัย 32 ปีนี้ คือการประกาศแขวนสตั๊ดไปอย่างถาวรเลยจะดีกว่า และทิ้งประวัติศาสตร์ และความเก่งกาจที่เขาเคยมีให้คนจดจำดีกว่าที่จะกลายเป็นดาวเตะพเนจรในบั้นปลายของอาชีพค้าแข้ง

Made in argerntina

   จากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติอาร์เจนติน่าต้องเจอกับความล้มเหลวด้วยการตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 3-4 ทั้งๆ ที่ 4 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วยการแพ้ช่วงต่อเวลาให้กับทีมชาติเยอรมัน 0-1 แต่ภายในเวลา 4 ปีมานี้ทีมชาติกลับไม่มีนักเตะหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลกเลย ทำให้พวกเขาต้องใช้นักเตะตัวหลักจากเมื่อ 4 ปีก่อนเป็นหลัก และนักเตะส่วนใหญ่ก็อายุมากขึ้นแล้วด้วย ทำให้คุณภาพของนักเตะในทีมนั้นด้อยกว่าเดิมด้วย

แฟนบอลส่วนใหญ่จะไปโทษฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือลายพรางของทีมชาติอาร์เจนติน่าว่าเรียกตัว 23 ขุนพลในการทำศึกฟุตบอลโลกหนนี้ได้ไม่ดี และการจัดทีมลงสนามในแต่ละนัดก็ช่างขัดตาแฟนบอล และนักวิจารย์มาตลอด รวมถึงการเปลี่ยนตัวที่เปลี่ยนแทบจะเหมือนเดิมทั้งทัวร์นาเม้นต์ และชื่อของนักเตะโนเนมอย่างคริสเตียน ปาวอน และมักซิมิเลียโน่ เมซ่า ทำไมถึงติดทีมชุดนี้มาด้วย และได้รับโอกาสลงสนามทุกนัด นี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ และแฟนบอลต่างสงสัย แต่หากหันไปดูรายชื่อ 23 ผู้เล่นที่ติดทีมมาทำศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนี้ หรือนักเตะชาวอาร์เจนไตน์ที่ไม่ได้ถูกเรียกติดตัวมา ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่านี่อาจจะเป็น 23 นักเตะที่ดีที่สุดของอาร์เจนติน่าในยุคนี้แล้วก็เป็นได้ เพราะหากคิดรายชื่อดาวดังที่พอจะนึกออกว่าเป็นนักเตะอาร์เจนติน่า แล้วไม่ได้ถูกเรียกติดทีมชุดนี้มาก็น่าจะมีแค่เมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าจากอินเตอร์ มิลานรายเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้เราไม่คุ้นชื่อนักเตะบางคนในทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้

ลองคิดดูว่าขนาดผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดนี้คือบิลลี่ กาบาเญโร่ นายประตูสำรองของเชลซี หรือไม่ก่อนหน้านี้ประตูมือ 1 ของอาร์เจนติน่าคือเซร์คิโอ โรเมโร่ ซึ่งก็เป็นประตูมือ 2 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเช่นกัน และนี่ก็แสดงให้เห็นว่านักเตะในเจเนเรชั่นนี้ของอาร์เจนติน่ามันหมดยุคไปหมดแล้ว และนักเตะดาวรุ่งยุคใหม่ยังก้าวขึ้นมาไม่ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับอาร์เจนติน่า ที่มักจะมีนักเตะระดับโลกเสมอ หรือดาวรุ่งที่ถูกจับตามองว่าจะโดดเด่นในอนาคต ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครโผล่ขึ้นมาซักคน