ผลตอบรับที่ดีเกินคาด

    สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า ได้ทำการจัดทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหม่ของยุโรปขึ้น โดยใช้ชื่อว่าศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก โดยเริ่มจัดการแข่งขันขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งเหมือนเป็นทัวร์นาเม้นต์ย่อย และจะมีการจัดแข่งขันในรอบสุดท้ายที่เป็นของกลุ่ม เอ โดยเฉพาะในช่วงกลางปีถัดไป เพื่อหาทีมแชมป์ของยุโรป ซึ่งเป็นการจัดตั้งแบบลีกในระดับชาติขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีระบบการเลื่อนชั้น และตกชั้นเข้ามาเกี่ยวข้องในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ซึ่งทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าจะทำให้แต่ละชาติมีความมุ่งมั่นมากขึ้น และทำให้ทางยูฟ่าจัดการตารางการแข่งขันของทีมในสมาชิกได้อย่างเต็มที่ด้วย โดยทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปมองว่าเพื่อเป็นการให้มีแมตช์การแข่งขันอย่างเป็นทางการในระดับชาติอย่างต่อเนื่องด้วย ดีกว่าที่จะให้แต่ละชาติไปทำการจัดเกมอุ่นเครื่องแบบไร้ความหมายกันถึง 6 นัดในช่วงว่างเว้นจากเกมคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกก็ตาม ซึ่งตอนคิดไอเดียนี้ขึ้นมาช่วงแรกๆ ก็ถูกกระแสต่อต้านมากทีเดียวจากชาติสมาชิกต่างๆ แต่พอมีกฏกฏิกาออกมาอย่างชัดเจน ว่าจะมีผลประโยชน์ให้แต่ละชาติได้รับไปไม่น้อย ก็ทำให้ทัวร์นาเม้นต์ใหม่ป้ายแดงนี้ก็ได้เกิดขึ้นจนได้

โดยทางยูฟ่าได้มีรางวัลเป็นเงินมอบให้กับทีมในแต่ละกลุ่ม รวมถึงแชมป์กลุ่ม และแชมป์ของลีกสูงสุด ซึ่งเป็นเงินรวมเกินกว่า 100 ล้านยูโรเลยด้วย ซึ่งถือว่ามหาศาลทีเดียวกับจำนวนเงินนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการแบ่งกันไปหลายส่วนก็ตาม แต่สมาพันธ์ฟุตบอลของหลายๆ ชาติก็ไม่ได้มีความร่ำรวยเหมือนอย่างหลายสโมสรในยุโรปแต่อย่างใด ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องการเงินทุนมาพัฒนาวงการฟุตบอลทั้งนั้น ทำให้เม็ดเงินล่อตาล่อใจมากเลยทีเดียว โดยลีก เอ เป็นลีกที่ได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด โดยแต่ละทีมจะได้ไป 2.25 ล้านยูโร และหากว่าเป็นแชมป์กลุ่มจะได้อีก 2.25 ล้านยูโร และหากได้เป็นแชมป์ในรอบสุดท้ายจะได้ถ้วยชนะเลิศ และเงินรางวัลสูงถึง 6 ล้านยูโรเลยทีเดียว ทำให้แต่ละทีมเล่นกันอย่างเต็มที่ทีเดียวในการแข่งขันที่ผ่านมา ส่วนลีกอื่นๆ นั้นถึงเงินรางวัลจะลดน้อยลงมา แต่สิ่งที่ล่อใจกลับเป็นโควต้าในการเล่นเพลย์ออฟ เพื่อลุ้นไปเล่นศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 ทำให้แต่ละทีมสู้กันอย่างเต็มที่ เพราะทีมในระดับล่างนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะผ่านรอบคัดเลือกได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งการมีลุ้นเพลย์ ออฟไว้ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียว

เรียบเรียงโดย  jackpot168slot.com

“ยักษ์เขียว” ที่ถอยหลังลงคลอง

   “ยักษ์เขียว” ทีมชาติไอร์แลนด์ ถือว่าเคยเป็นทีมระดับธรรมดา จนถึงระดับล่างด้วยซ้ำในวงการฟุตบอลโลก หรือแม้แต่ฟุตบอลยุโรปก็ตาม โดยไอร์แลนด์ไปมีชื่อเสียงในเรื่องของกีฬารักบี้เสียมากกว่า ส่วนเรื่องฟุตบอลนั้นพวกเขาถือว่าแทบไม่เคยมีชื่อเสียงเลยด้วยซ้ำ โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยผ่านรอบสุดท้ายในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือในปี 1988 ที่พวกเขามีแจ็ค ชาร์ลตันเป็นผู้จัดการทีมนั่นเอง หลังจากนั้นมาวงการฟุตบอลไอร์แลนด์ก็แทบไม่พัฒนาอีกเลย จนกระทั่งมาในปี 2008 ที่พวกเขาหันไปจ้างกุนซือต่างชาติเข้ามาคุมทีม โดยไปเอาโจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ยอดกุนซือชาวอิตาเลี่ยนเข้ามาคุมทีม ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องทำทีมให้มีเกมรับที่เหนียวแน่นอยู่แล้ว ทำให้หลังจากนั้นมาทีมชาติไอร์แลนด์ก็เริ่มมีผลงานที่ดีขึ้นทันที จนทำให้สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2012 ที่ประเทศโปแลนด์เป็นเจ้าภาพร่วมกับยูเครนได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะตกรอบแรกไปก็ตาม และในปี 2013 ทีมชาติไอร์แลนด์ก็เลือกมาร์ติน โอนีล กุนซือชาวไอร์แลนด์หนือเข้ามาคุมทีม ซึ่งกุนซือจอมเก๋ารายนี้ก็ต่อยอดจากที่ตราปัตโตนี่ทำไว้ได้ดีทีเดียว บวกกับเป็นช่วงที่นักเตะไอร์แลนด์ไปโลดแล่นอยู่ในเวทีพรีเมียร์ลีกหลายคนด้วย ทำให้พวกเขามีทรัพยากรให้เลือกใช้งานที่ดีทีเดียว ทำให้ผลงานของทีม “ยักษ์เขียว” ยังคงดีต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะอดไปเล่นฟุตบอลโลกทั้งปี 2014 และ 2018 ก็ตาม แต่ในศึกยูโร 2016 เมื่อกลางปีที่แล้ว ทีมชาติไอร์แลนด์ทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยสามารถผ่านรอบแรกได้สำเร็จ แต่ดันไปเจอกับเจ้าภาพฝรั่งเศสเขี่ยตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเสียก่อน

แต่ด้วยผลงานในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกที่ย่ำแย่ ทำให้มาร์ติน โอนีล ต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ทำให้ต้องแต่งตั้งมิค แม็คคาร์ธี่ กุนซือจอมเก๋าวัย 59 ปีเข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งเขาก็เคยคุมทีมชาติไอร์แลนด์มาแล้วในปี 1996-2002 ซึ่งทำผลงานได้ไม่เลวทีเดียว โดยสามารถผ่านไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของปี 2002 ได้สำเร็จด้วย แต่ว่านั่นเป็นยุคที่ไอร์แลนด์มีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีมหลายคน ซึ่งต่างจากตอนนี้ที่แทบจะไม่เหลือดาวดังที่รับใช้ชาติแล้ว โดยร็อบบี้ คีน ดาวยิงสูงสุดของไอร์แลนด์ ก็กลายมาเป็นมือขวาของมิค แม็คคาร์ธี่แล้วด้วย ซึ่งดูแล้วมีแต่จะเป็นการถอยหลังลงคลองเสียมากกว่า กับการดึงกุนซือคนเก่ารายนี้เข้ามาคุมทีมในช่วงนี้

บทความโดย scr888

“ฟ้า-ขาว” ช่วงกู้วิกฤต

    หลังจากที่ชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้มาในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนทำให้ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งโดนแฟนฟุตบอลก่นด่าไปทั่วโลก จนสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ และตกลงเลิกจ้างกันไปในที่สุด หลังจากที่พาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา โดยต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อแพ้ให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่สุดท้ายกลายเป็นแชมป์โลกไป 3-4 ซึ่งเกมนั้นอาร์เจนติน่าก็ไม่ได้เล่นแย่นัก แต่ผลงานในรอบแรกต่างหาก ที่ถูกแฟนบอลทีม “ฟ้า-ขาว” จากทั่วทุกมุมโลกด่ายับ ซึ่งมีมาตั้งแต่การเลือกผู้เล่นมาติด 23 คนสุดท้ายแล้ว ที่ไม่มีเมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าดาวซัลโวของกัลโช่ เซเรีย อาจากอินเตอร์ มิลานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับมีนักเตะอย่างมักซิมิเลียโน่ เมซ่า และคริสเตียน ปาวอน ที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศมาติดทีมแทน แถมยังถูกส่งลงสนามแทบจะทุกนัดในทัวร์นาเม้นต์ด้วย ซึ่งผลงานก็เป็นไปอย่างที่ทราบกันดีว่าเละเทะ

หลังจากที่จบศึกฟุตบอลโลกไปแล้ว และก็แยกทางกับฮอร์เก้ ซามเปาลี ทำให้สมาพันธ์ฟุตบอลอาร์เจนติน่าต้องเร่งหากุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีมแทน แต่ด้วยตัวเลือกอันน้อยนิด เนื่องจากพวกเขาต้องการกุนซือชาวอาร์เจนตไตน์เข้ามาคุมทีมตามธรรมเนียมของชาติ แต่ทว่ายุคนี้กลับไม่มีกุนซือชื่อดังชาวอาร์เจนติน่าที่ว่างงาน หรือว่าสนใจคุมทีมชาติในตอนนี้เลย ซึ่งคนที่เป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์โด่งดังที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่คุมแอตเลติโก มาดริดอยู่ในเวลานี้นั่นเอง ซึ่งในอนาคตนั้นเขาน่าจะกลับมาคุมทีมชาติอาร์เจนติน่าอย่างแน่นอน แต่ว่าด้วยอายุตอนนี้นั้น “เอล โชโร่” ยังสนุกกับการคุมทีมในระดับสโมสรอยู่ ทำให้ต้องไปดึงลิโอเนล สคาโลนี่ อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าที่เป็นมือขวาของฮอร์เก้ ซามเปาลีเข้ามาคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราวไปจนจบปีนี้ ซึ่งอดีตนักเตะของเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าชุดแชมป์ลา ลีก้าสเปนเมื่อปี 2000 รายนี้ก็ได้ดึงปาโบล ไอม่าร์ อดีตเพลย์เมคเกอร์ชื่อดังเข้ามาช่วยงานคุมทีมด้วย

ลิโอเนล สคาโลนี่ และปาโบล ไอม่าร์ เริ่มที่จะกอบกู้วิกฤต และชื่อเสียงของทีมชาติอาร์เจนติน่ากลับมาได้ทีละเล็ก ทีละน้อยในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมา โดยมีการแพ้ให้กับทีมชาติบราซิลไป 0-1 เท่านั้น นอกนั้นถือว่าทำได้ดีทีเดียว

 

โอกาสสุดท้าย

            แจ็คสัน มาร์ติเนซ เคยเป็นกองหน้าอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว ตอนเล่นให้กับเอฟวี ปอร์โต้ ในช่วงปี 2012-2015 ซึ่งเขาช่วยให้ทีมดังของโปรตุเกสคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ 1 สมัยด้วย และผลงานส่วนตัวของเขาก็ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เมื่อสามารถช่วยทีมทำประตูเกิน 20 ประตูตลอด ในช่วง 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นเอสตาดิโอ โด ดราเกรา สนามเหย้าของเอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งฤดูกาลสุดท้ายที่เขาค้าแข้งกับปอร์โต้ในปี 2014-2015 เขาทำประตูได้ถึง 34 ประตูในทุกรายการ ทำให้ช่วงซัมเมอร์หลังจบฤดูกาลก็ถูกแอตเลติโก มาดริด ทีมดังของสเปนทุ่มเงินถึง 35 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งตอนนั้นเขาถูกมองว่าจะก้าวไปเป็นกองหน้าระดับพระกาฬของยุโรปได้อย่างแน่นอน เพราะเส้นทางการค้าแข้งของเขาตามรอยราดาเมล ฟัลเกา กองหน้ารุ่นพี่ทีมชาติโคลอมเบียแบบเดียวกันเลย คือย้ายจากเอฟซี ปอร์โต้ไปสุดยอดกับแอตเลติโก มาดริด

แต่ว่าเส้นทางการค้าแข้งของเขาต้องฝันสลายทันที เมื่อเขาย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงของประเทศสเปนได้ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ และได้ลงสนามช่วยทีมในลีกไปถึง 15 นัด แต่กลับทำได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ แจ็คสัน มาร์ติเนซ ก็ถูกขายต่อไปให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังของปะเทศจีน ซึ่งมาทุ่มเงินถึง 42 ล้านยูโรมาคว้าตัวไปร่วมทีม ทำให้แอตเลติโก มาดริดได้กำไรด้วยซ้ำ

พอย้ายมาค้าแข้งในแดนมังกรตอนแรกก็เหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ในฤดูกาลแรกได้สำเร็จด้วย แต่ต่อมาเขาก็ได้รับบาดเจ็บในช่วงเดือนตุลาคมปี 2016 ทำให้เขาต้องเดินทางไปผ่าตัดและพักฟื้นร่างกาย แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปปีกว่า จนเปิดฤดูกาล 2018 เป็นที่เรียบร้อย แต่เขาก็ยังไม่หายเจ็บกลับมาลงสนามช่วยทีมได้เสียที ทีมกวางโจว เอเวอร์แกรนด์จึงไม่มีทางเลือก และตัดสินใจยกเลิกสัญญาไปในที่สุดในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นมากองหน้าวัย 31 ปีก็แทบไม่มีข่าวคราวให้เห็นอีกเลย โดยพึ่งกลับมามีข่าวอีกครั้งในช่วงที่ตลาดซื้อขายกำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากเขากำลังมองหาทีมใหม่อยู่ในเวลานี้ เนื่องจากตอนนี้เขาเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์อยู่ และยังไม่มีสโมสรไหนกล้าจ้างเขา ซึ่งก็เนื่องมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของเขานั่นเองที่ทำให้ทีมอื่นไม่สนใจ และการล้างสนามไปนานเกือบ 2 ปีอีกด้วยที่น่าจะเป็นปัญหา

ผลงาน 2 ดาวดังในเจ ลีก

    อัพเดทข่าวฟุตบอลที่น่าสนใจโดย live22sure.com หลังจากที่ฟุตบอลเจ ลีกได้มีการหยุดพักครึ่งฤดูกาลในช่วงที่ฟุตบอลโลกทำการแข่งขัน และกลับมาเตะกันใหม่ในเลกที่ 2 หลังจากที่ทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกจบไม่นาน โดยระหว่างช่วงนั้นก็ได้มีการเปิดตัวนักเตะดาวดังที่ได้ย้ายทีมไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย คืออันเดรส อิเนสต้า กองกลางอดีตทีมชาติสเปนที่พึ่งประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ซึ่งได้มีการเปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งที่จริงแล้วเขาได้รับสัญญาตลอดชีพกับการค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นูของบาร์เซโลน่าด้วยซ้ำ และอีกรายคือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนที่ย้ายออกจากแอตเลติโก มาดริด สโมสรสุดรักของเขามาร่วมทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในศึกเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการย้ายทีมที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลเอเชียเป็นอย่างยิ่ง

อันเดรส อิเนสต้า ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบนั้น ซึ่งตอนแรกเป็นทีมที่แฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจทีมนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีนักเตะไทยไปค้าแข้งอยู่ที่นั่นด้วย คือธีราธร บุญมาทันต์ แบ็คซ้ายทีมชาติไทยที่ถูกยืมตัวไปจากเมืองทอง ยูไนเต็ด 1 ฤดูกาลนั่นเอง และนอกจากนั้นทีมนี้ยังมีลูคัสซ์ โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 2014 มาแล้วด้วย ซึ่งการย้ายไปร่วมทีมของอิเนสต้าทำให้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ โดยหลังจากที่อิเนสต้าในวัย 34 ปีได้ย้ายมาร่วมทีมแล้วนั้นก็ทำให้ผลงานของทีมกระเตื้องขึ้นเรื่อยๆ จากทีมที่เคยอยู่กลางตาราง จนตอนนี้สามารถขยับขึ้นไปบนหัวตารางได้แล้ว และมีลุ้นที่จะทำอันดับติดพื้นที่ไปเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าด้วย โดยเขาได้ลงสนามไปแล้ว 5 นัดและสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ซึ่งเป็นประตูสุดสวยทั้ง 2 นัด โดยเฉพาะนัดที่พบกับจูบิโล่ อิวาตะ ที่เขาคล้องบอลเข้าไปเลี้ยงหลบผู้รักษาประตูและยิงเข้าไป

ส่วนทางด้านของเฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล และแอตเลติโก มาดริดวัย 34 ปี ที่อยู่กับทีมซากัน โทสุ ที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นในฤดูกาลนี้ด้วย โดยผลงานของเขาจากการลงสนามมาแล้ว 7 นัด แต่ยังไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย รวมถึงตอนนี้ทีมต้องอยู่ในโซนตกชั้นอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าผลงานช่วงหลังจะสามารถเก็บชัยชนะได้บ้างแล้วก็ตาม ซึ่งต้องลุ้นหนีตกชั้นเหนื่อยทีเดียวในช่วง 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

เปาลินโญ่ในลีกจีน

  เปาลินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลี่ยน ถือว่าเคยเป็นตัวหลักของทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในยุคการคุมทีมของทิม เชอร์วู๊ด และต่อด้วยเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์คนปัจจุบันมาก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม และถูกขายออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 โดยขายมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกซุเปอร์ ลีกที่ประเทศจีน ด้วยค่าตัวประมาณ 14.4 ล้านยูโรในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาได้มาทำงานร่วมกับหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิเลี่ยนที่เคยพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จมาแล้วเมื่อปี 2002 และเขาก็ได้เป็นนักเตะตัวหลักของทีมมาโดยตลอด และยังสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศจีนได้ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2015-2016 และ 2016-2017 รวมถึงแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แชมป์รายการใหญ่สุดของสโมสรเอเชียด้วย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในทวีปยุโรปนั่นเอง ในปีแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีมเลย

หลังจากเล่นให้กับทีมในแดนมังกรไป 2 ฤดูกาล ในช่วงเดือนสิงหาคม บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้าสเปน ก็ได้ติดต่อมาขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเปาลินโญ่ก็ได้ตอบรับข้อเสนอโดยทันที ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บาร์เซโลน่าได้เสียเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลไปให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บาร์เซโลน่ายอมยื่นเงินถึง 40 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม และเขาก็กลายไปเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และสุดท้ายก็คว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปน รวมถึงโกปา เดล เรย์ได้สำเร็จด้วย รวมถึงติดทีมชาติบราซิลไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วย และยังได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแดนกลางร่วมกับคาเซมิโร่ และฟิลิเป้ คูตินโญ่ด้วย

หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก เปาลินโญ่ กองกลางบราซิเลี่ยนวัย 30 ปีก็ถูกปล่อยกับมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ในจีนอีกครั้ง ซึ่งมีหลายกระแสว่าเป็นทั้งการยืมตัว และบางแหล่งก็บอกว่าเป็นการซื้อขาดด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรเท่ากับตอนที่พวกเขาขายให้กับบาร์เซโลน่า โดยหลังจากที่เขาย้ายกลับมาเล่นในแดนมังกรอีกครั้ง ด้วยการสวมเสื้อหมายเลข 9 และช่วยทีมลงสนามไปแล้ว 7 นัด และสามารถทำประตูไปได้แล้วถึง 7 ประตูเลยทีเดียว เรียกได้ว่ากำลังร้อนแรงมากๆ และทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนกลับมามีลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้อีกครั้งแล้วด้วย

5 นักเตะค่าตัวแพงแดนมังกร

    ไชนีส ซุเปอร์ ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศจีน ที่เริ่มมามีการบูมขึ้นมาหลังจากทุ่มเงินซื้อนักเตะจากทวีปยุโรปไปร่วมทีมหลายคน ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2010 และหลังจากนั้นก็มีนักเตะระดับหัวแถวของยุโรปย้ายไปเล่นในลีกจีนกันหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมูลค่าการย้ายทีมมหาศาลไม่แพ้การซื้อขายในทวีปยุโรปเลยทีเดียว ซึ่งจะขอสรุป 5 นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในการย้ายทีมมาเล่นในประเทศจีน

1.ออสก้าร์ กองกลางดีกรีทีมชาติบราซิล ที่ย้ายออกจากทีมเชลซี ซึ่งเป็นทีมดังในอังกฤษ มาร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมดังในเมืองเฮี่ยงไฮ้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 54 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยตอนนั้นออสก้าอยู่ในวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่กำลังพีคมากๆ ในการเล่นในยุโรป และการย้ายไปเล่นในลีกจีนถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมากในช่วงนั้น

2.ฮัล์ค กองหน้าทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กไปร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจีในปี 2016 ด้วยค่าตัวถึง 50.2 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนย้ายทีมเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังเล่นมาจนถึงปัจจุบันในวัย 32 ปี ซึ่งการย้ายมาเล่นในจีนทำให้เขาไม่ได้ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติบราซิลอีกเลยนับแต่นั้นมา

3.อเล็ก เตเซร่า เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่ย้ายจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมในยูเครนมาร่วมทีมเจียงซู ซูหนิน ในลีกจีนด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 ซึ่งตอนนั้นมีทางลิเวอร์พูลที่สนใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยซ้ำ

4.แจ็คสัน มาร์ติเนซ กองหน้าร่างใหญ่ชาวโคลอมเบีย ที่ดังขึ้นมากับเอฟซี ปอร์โต้ แต่กลับไปล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริด จึงถูกปล่อยมาให้กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังในจีนด้วยค่าตัว 37.8 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2016 แต่เขากลับได้ลงสนามเพียง 10 นัดในปีนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้รับบาดเจ็บ และไม่สามารถกลับมาช่วยทีมได้เลย จนถูกปล่ยตัวออกจากทีมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

5.เปาลินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาร์เซโลน่ากลับมาเล่นกับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์อีกครั้ง หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยบาร์เซโลน่ายอมขายกลับมาให้ด้วยราคา 36 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกับที่เขาย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง โดยก่อนหน้านั้นเขาย้ายจากสเปอร์มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 12.6 ล้านปอนด์เท่านั้น

ดาวดวงใหม่จากตะวันออกกลาง

   นักเตะจากตะวันออกกลางแทบไม่เคยได้รับการยอมรับถึงความสามารถเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนที่มาจากทวีปนี้ และได้เคยเล่นในยุโรปมาแล้ว ทั้งอาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอิหร่าน ที่ก็เคยเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค และแฮร์ธ่า เบอร์ลินมาแล้ว และมาถึงเมห์ดี้ มาดาวีเคีย อดีตแบ็คขวาทีมชาติอิหร่านที่ก็เคยเล่นในบุนเดสลีก้ามาแล้วเช่นกัน แต่นับแต่นั้นมานักเตะจากตะวันออกกลางก็แทบไม่ได้ออกไปเล่นในเวทียุโรปอีกเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักเตะจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตที่ดูเก่งมากอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน เพลย์เมคเกอร์จอมแพรวพราวก็ไม่ได้โอกาสมาค้าแข้งในยุโรปเสียที แต่มีนักเตะอิหร่าน 1 คนที่ได้ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คืออาลีเรซ่า จาฮันบาสช์ ตัวรุกทีมชาติอิหร่านชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเขาย้ายจากอาแซ๊ด อัคมาร์ ทีมดังในเอเรดิวิซีของฮอลแลนด์ไปร่วมทีมไบรท์ตันในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวถึง 17 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติของสโมสรด้วย

ตัวรุกวัย 24 ปีที่ถนัดเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นส่วนใหญ่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยสามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว และทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอเรดิวิซี่เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ทางไบรท์ตันตัดสินใจทุบกระปุกดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับทางดามัช เตหราน และดามัช กิลาน ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะได้ย้ายมาค้าแข้งในฮอลแลนด์กับเอ็นอีซี ไนเมเก้น เมื่อปี 2013 ตอนเขา 19 ปี และเขามาโดดเด่นในฤดูกาลที่ 2 ที่ตอนนั้นต้องอยู่ในลีกรอง หลังจากทีมต้องตกชั้นไปในฤดูกาลก่อน โดยทำไป 12 ประตูจาก 28 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ทำให้ถูกอาแซ๊ด อัคมาร์ดึงตัวมาร่วมทีม และได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกในที่สุด ส่วนในนามของทีมชาติอิหร่านซึ่งเขาเริ่มติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เป็นยุคการคุมทีมของคาร์ลอส เครอส กุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่แล้ว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักมาโดยตลอดในยุคของอดีตมือขวาของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันในตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย ซึ่งต้องมาดูว่าเขาเจ๋งแค่ไหนกับการเล่นในลีกที่หินที่สุดในโลก คงต้องมาลุ้นกัน

ปัญหาของนักเตะแอฟริกัน

   นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกันนั้นถือว่ามีมีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่ส่งออกนักเตะไปค้าแข้งตามลีกต่างๆ มากมาย บ้างก็มีเป็นนักเตะ 2 สัญชาติบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมและสโมสรทั่วโลกต่างต้องการทัวนักเตะที่มาจากทวีปนี้มาก เนื่องจากพวกเขานั้นถือว่าเกิดมาด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงตามพันธุกรรมของพวกเขา รวมถึงเป็นพวกที่มีความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทักษะทางกีฬาที่ดีเลิศเท่านั้น พวกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเป็นประเภทที่มีดนตรีในหัวใจ และร้องเพลงได้ไพเราะมากด้วย หรือว่าจะเป็นสุดยอดนักกีฬาประเทภต่างๆ ก็มักจะมาจากทวีปนี้ และหากแยกออกมาเป็นในวงการฟุตบอล นักฟุตบอลจากทวีปนี้จะมีความเด่นชัดในเรื่องของรูปร่าง และความแข็งแรงในการเบียดแย่งบอลหรือการเข้าปะทะ ซึ่งมีกุนซือหลายคนชอบนักเตะประเภทนี้มาก คือลักษณะทางกายภาพ หรือ Physical ที่เหนือกว่าชาวบ้านเขา โดยโชเซ่ มูรินโญ่มักจะชอบใช้นักเตะประเภทนี้ อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิคาเอล เอสเซียง และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งนักเตะเหล่านี้จะทำให้ทีมได้เปรียบค่อนข้างมากในการเบียดแย่งบอลกัน

แต่ปัญหาของนักเตะที่มาจากทวีปนี้ส่วนใหญ่คือมักจะเล่นกับลูกฟุตบอลไม่ค่อยเก่งนัก อย่างเช่นการเปิดบอล หรือการยิงประตูเป็นต้น ที่มีนักเตะหลายคนที่มีทักษะความเร็ว และความแข็งแรง และสามารถเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ตลอด แต่พอมาถึงจังหวะการยิงประตูนั้นกลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายทีเดียว แต่หากนักเตะประเภทนี้สามารถเพิ่มทักษะในการทำประตูที่เฉียบขาดได้ นักเตะเหล่านั้นจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกได้ไม่ยากเลย อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กองหน้าชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยค้าแข้งกับเชลซี ซึ่งเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้อย่างเฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าระดับท็อปของโลกในเวลานั้นเลย หรืออย่างซามูเอล เอโต้ อดีตกองหน้าทีมชาติแคเมรูน ที่ก็เป็นนักเตะที่เฉียบขาดเช่นกัน ทั้งตอนอยู่กับบาร์เซโลน่า และอินเตอร์ มิลาน และยังเป็นคนทำประตูชห้บาร์เซโลน่าในนัดที่เอาชนะอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2006 อีกด้วย โดยตอนนี้ก็ยังมีนักเตะที่มาจากทวีปแอฟริกันที่ก็กำลังตามรอยดร็อกบา กับเอโต้มาติดๆ นั่นก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ กองหน้าทีมชาติอิยิปต์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเครื่องจักรในการถล่มประตูของลิเวอร์พูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอเชี่ยนส์ เกมส์

    ผลการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลชายศึกเอเชี่ยนส์ เกมส์ ที่ถือว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของทวีปเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย โดยกีฬาที่เป็นไฮไลท์ของการแข่งขันก็คงจะหนีไม่พ้นฟุตบอลอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะจำกัดอายุผู้เล่นที่ให้ส่งชุดยู 23 ของแต่ละชาติเข้าร่วม เหมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็ตาม โดยจะอนุญาตให้แต่ละประเทศส่งนักเตะที่อายุเกิน 23 ปีได้ทีมละ 3 คนเท่านั้น โดยผลที่จับออกมาปรากาฏว่าทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่มบี โดยมีอุซเบกิสถาน บังกลาเทศ และกาต้าร์เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งก็ถือว่าพอจะมีโอกาสเข้ารอบอยู่บ้าง ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจก็มีกลุ่มเอฟที่ซาอุดิอาราเบียต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับทีมชาติอิหร่าน รวมถึงทีมชาติเกาหลีเหนือด้วย และมีเมียนมาร์ไปเป็นไม้ประดับของกลุ่มนี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเอาอันดับ 1 และอันดับ 2 เข้ารอบ และอันดับ 3ที่ดีที่สุดอีกถึง 4 ทีมเพื่อผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากไม่ย่ำแย่จนเกินไป ทีมชาติไทยน่าจะได้เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มเป็นอย่างน้อย ส่วนทีมชั้นนำอย่างทีมชาติญี่ปุ่นถูกจับไปวางในกลุ่มดี โดยมีทีมชาติเวียตนาม ทีมชาติปากีสถาน และทีมชาติเนปาลเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม และกลุ่มอีที่เกาหลีใต้อยู่นั้นประกอบไปด้วยคีกิซสถาน มาเลเซีย และทีมชาติบาห์เรน

การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนส์ เกมส์ครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และจะไปจบกันในช่วงวันที่ 1 กันยายน ที่ประเทศอินโดนีเชียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ไฮไลท์สำคัญสำหรับฟุตบอลรายการนี้คือทีมชาติเกาหลีใต้จะส่งซอน ฮงมิน กองหน้าตัวเก่งจากทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ติดทีมมาด้วย ซึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เพื่อที่กองหน้าวัย 26 ปีที่ต้องการจะช่วยชาติคว้าเหรียญทองให้สำเร็จ และโอกาสในการพิจารณาให้ผ่อนผันไม่ต้องทำการเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ซึ่งจะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปถึง 2 ปีเลยทีเดียวหากเขาไม่สามารถทำให้ทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้คว้าเหรียญทองให้ได้ โดยเกาหลีใต้นอกจากจะใช้ซอน ฮองมินเป็นโควต้าอายุเกิน 23 ปีแล้ว นอกนั้นก็มีชอน ฮยอนอู ผู้รักษาประตูจอมหนึบจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และฮวัง อุยโจ กองหน้าจากทีมกัมบะ โอซาก้าอีกคนด้วย ซึ่งทำให้โอกาสได้แชมป์ของพวกเขานั้นสูงมาก เนื่องจากทีมชาติญี่ปุ่นนั้นใช้ชุดเยาวชนทั้งชุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดอายุไม่เกิน 21 ปีด้วย รวมถึงไม่มีกระดูกชิ้นโตอย่างทีมชาติออสเตรเลียด้วย ที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนส์ เกมส์อยู่แล้ว