ผลงาน 2 ดาวดังในเจ ลีก

    อัพเดทข่าวฟุตบอลที่น่าสนใจโดย live22sure.com หลังจากที่ฟุตบอลเจ ลีกได้มีการหยุดพักครึ่งฤดูกาลในช่วงที่ฟุตบอลโลกทำการแข่งขัน และกลับมาเตะกันใหม่ในเลกที่ 2 หลังจากที่ทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกจบไม่นาน โดยระหว่างช่วงนั้นก็ได้มีการเปิดตัวนักเตะดาวดังที่ได้ย้ายทีมไปค้าแข้งในประเทศญี่ปุ่น 2 ราย คืออันเดรส อิเนสต้า กองกลางอดีตทีมชาติสเปนที่พึ่งประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบ ซึ่งได้มีการเปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งที่จริงแล้วเขาได้รับสัญญาตลอดชีพกับการค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นูของบาร์เซโลน่าด้วยซ้ำ และอีกรายคือเฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าอดีตทีมชาติสเปนที่ย้ายออกจากแอตเลติโก มาดริด สโมสรสุดรักของเขามาร่วมทีมซากัน โทสุ ทีมเล็กๆ ในศึกเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการย้ายทีมที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการฟุตบอลเอเชียเป็นอย่างยิ่ง

อันเดรส อิเนสต้า ที่ย้ายไปร่วมทีมวิตเซิ่ล โกเบนั้น ซึ่งตอนแรกเป็นทีมที่แฟนบอลชาวไทยให้ความสนใจทีมนี้อยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีนักเตะไทยไปค้าแข้งอยู่ที่นั่นด้วย คือธีราธร บุญมาทันต์ แบ็คซ้ายทีมชาติไทยที่ถูกยืมตัวไปจากเมืองทอง ยูไนเต็ด 1 ฤดูกาลนั่นเอง และนอกจากนั้นทีมนี้ยังมีลูคัสซ์ โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมันที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 2014 มาแล้วด้วย ซึ่งการย้ายไปร่วมทีมของอิเนสต้าทำให้ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่ โดยหลังจากที่อิเนสต้าในวัย 34 ปีได้ย้ายมาร่วมทีมแล้วนั้นก็ทำให้ผลงานของทีมกระเตื้องขึ้นเรื่อยๆ จากทีมที่เคยอยู่กลางตาราง จนตอนนี้สามารถขยับขึ้นไปบนหัวตารางได้แล้ว และมีลุ้นที่จะทำอันดับติดพื้นที่ไปเล่นในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าด้วย โดยเขาได้ลงสนามไปแล้ว 5 นัดและสามารถทำได้ถึง 2 ประตู ซึ่งเป็นประตูสุดสวยทั้ง 2 นัด โดยเฉพาะนัดที่พบกับจูบิโล่ อิวาตะ ที่เขาคล้องบอลเข้าไปเลี้ยงหลบผู้รักษาประตูและยิงเข้าไป

ส่วนทางด้านของเฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตกองหน้าของลิเวอร์พูล และแอตเลติโก มาดริดวัย 34 ปี ที่อยู่กับทีมซากัน โทสุ ที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นในฤดูกาลนี้ด้วย โดยผลงานของเขาจากการลงสนามมาแล้ว 7 นัด แต่ยังไม่สามารถช่วยทีมทำประตูได้เลย รวมถึงตอนนี้ทีมต้องอยู่ในโซนตกชั้นอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าผลงานช่วงหลังจะสามารถเก็บชัยชนะได้บ้างแล้วก็ตาม ซึ่งต้องลุ้นหนีตกชั้นเหนื่อยทีเดียวในช่วง 10 นัดสุดท้ายของฤดูกาล

“ฟ้า-ขาว” ช่วงกู้วิกฤต

    หลังจากที่ชื่อเสียงย่อยยับป่นปี้มาในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนทำให้ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือหัวเหม่งโดนแฟนฟุตบอลก่นด่าไปทั่วโลก จนสุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ และตกลงเลิกจ้างกันไปในที่สุด หลังจากที่พาทีมชาติอาร์เจนติน่าทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา โดยต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อแพ้ให้กับทีมชาติฝรั่งเศสที่สุดท้ายกลายเป็นแชมป์โลกไป 3-4 ซึ่งเกมนั้นอาร์เจนติน่าก็ไม่ได้เล่นแย่นัก แต่ผลงานในรอบแรกต่างหาก ที่ถูกแฟนบอลทีม “ฟ้า-ขาว” จากทั่วทุกมุมโลกด่ายับ ซึ่งมีมาตั้งแต่การเลือกผู้เล่นมาติด 23 คนสุดท้ายแล้ว ที่ไม่มีเมาโร อิการ์ดี้ กองหน้าดาวซัลโวของกัลโช่ เซเรีย อาจากอินเตอร์ มิลานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับมีนักเตะอย่างมักซิมิเลียโน่ เมซ่า และคริสเตียน ปาวอน ที่ค้าแข้งอยู่ในประเทศมาติดทีมแทน แถมยังถูกส่งลงสนามแทบจะทุกนัดในทัวร์นาเม้นต์ด้วย ซึ่งผลงานก็เป็นไปอย่างที่ทราบกันดีว่าเละเทะ

หลังจากที่จบศึกฟุตบอลโลกไปแล้ว และก็แยกทางกับฮอร์เก้ ซามเปาลี ทำให้สมาพันธ์ฟุตบอลอาร์เจนติน่าต้องเร่งหากุนซือคนใหม่เข้ามาคุมทีมแทน แต่ด้วยตัวเลือกอันน้อยนิด เนื่องจากพวกเขาต้องการกุนซือชาวอาร์เจนตไตน์เข้ามาคุมทีมตามธรรมเนียมของชาติ แต่ทว่ายุคนี้กลับไม่มีกุนซือชื่อดังชาวอาร์เจนติน่าที่ว่างงาน หรือว่าสนใจคุมทีมชาติในตอนนี้เลย ซึ่งคนที่เป็นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์โด่งดังที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่คุมแอตเลติโก มาดริดอยู่ในเวลานี้นั่นเอง ซึ่งในอนาคตนั้นเขาน่าจะกลับมาคุมทีมชาติอาร์เจนติน่าอย่างแน่นอน แต่ว่าด้วยอายุตอนนี้นั้น “เอล โชโร่” ยังสนุกกับการคุมทีมในระดับสโมสรอยู่ ทำให้ต้องไปดึงลิโอเนล สคาโลนี่ อดีตนักเตะทีมชาติอาร์เจนติน่าที่เป็นมือขวาของฮอร์เก้ ซามเปาลีเข้ามาคุมทีมแทนเป็นการชั่วคราวไปจนจบปีนี้ ซึ่งอดีตนักเตะของเดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่าชุดแชมป์ลา ลีก้าสเปนเมื่อปี 2000 รายนี้ก็ได้ดึงปาโบล ไอม่าร์ อดีตเพลย์เมคเกอร์ชื่อดังเข้ามาช่วยงานคุมทีมด้วย

ลิโอเนล สคาโลนี่ และปาโบล ไอม่าร์ เริ่มที่จะกอบกู้วิกฤต และชื่อเสียงของทีมชาติอาร์เจนติน่ากลับมาได้ทีละเล็ก ทีละน้อยในช่วงอุ่นเครื่องที่ผ่านมา โดยมีการแพ้ให้กับทีมชาติบราซิลไป 0-1 เท่านั้น นอกนั้นถือว่าทำได้ดีทีเดียว

 

โอกาสสุดท้าย

            แจ็คสัน มาร์ติเนซ เคยเป็นกองหน้าอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว ตอนเล่นให้กับเอฟวี ปอร์โต้ ในช่วงปี 2012-2015 ซึ่งเขาช่วยให้ทีมดังของโปรตุเกสคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ 1 สมัยด้วย และผลงานส่วนตัวของเขาก็ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เมื่อสามารถช่วยทีมทำประตูเกิน 20 ประตูตลอด ในช่วง 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นเอสตาดิโอ โด ดราเกรา สนามเหย้าของเอฟซี ปอร์โต้ ซึ่งฤดูกาลสุดท้ายที่เขาค้าแข้งกับปอร์โต้ในปี 2014-2015 เขาทำประตูได้ถึง 34 ประตูในทุกรายการ ทำให้ช่วงซัมเมอร์หลังจบฤดูกาลก็ถูกแอตเลติโก มาดริด ทีมดังของสเปนทุ่มเงินถึง 35 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งตอนนั้นเขาถูกมองว่าจะก้าวไปเป็นกองหน้าระดับพระกาฬของยุโรปได้อย่างแน่นอน เพราะเส้นทางการค้าแข้งของเขาตามรอยราดาเมล ฟัลเกา กองหน้ารุ่นพี่ทีมชาติโคลอมเบียแบบเดียวกันเลย คือย้ายจากเอฟซี ปอร์โต้ไปสุดยอดกับแอตเลติโก มาดริด

แต่ว่าเส้นทางการค้าแข้งของเขาต้องฝันสลายทันที เมื่อเขาย้ายไปอยู่ในเมืองหลวงของประเทศสเปนได้ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ และได้ลงสนามช่วยทีมในลีกไปถึง 15 นัด แต่กลับทำได้เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ แจ็คสัน มาร์ติเนซ ก็ถูกขายต่อไปให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังของปะเทศจีน ซึ่งมาทุ่มเงินถึง 42 ล้านยูโรมาคว้าตัวไปร่วมทีม ทำให้แอตเลติโก มาดริดได้กำไรด้วยซ้ำ

พอย้ายมาค้าแข้งในแดนมังกรตอนแรกก็เหมือนว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ในฤดูกาลแรกได้สำเร็จด้วย แต่ต่อมาเขาก็ได้รับบาดเจ็บในช่วงเดือนตุลาคมปี 2016 ทำให้เขาต้องเดินทางไปผ่าตัดและพักฟื้นร่างกาย แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปปีกว่า จนเปิดฤดูกาล 2018 เป็นที่เรียบร้อย แต่เขาก็ยังไม่หายเจ็บกลับมาลงสนามช่วยทีมได้เสียที ทีมกวางโจว เอเวอร์แกรนด์จึงไม่มีทางเลือก และตัดสินใจยกเลิกสัญญาไปในที่สุดในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นมากองหน้าวัย 31 ปีก็แทบไม่มีข่าวคราวให้เห็นอีกเลย โดยพึ่งกลับมามีข่าวอีกครั้งในช่วงที่ตลาดซื้อขายกำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากเขากำลังมองหาทีมใหม่อยู่ในเวลานี้ เนื่องจากตอนนี้เขาเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์อยู่ และยังไม่มีสโมสรไหนกล้าจ้างเขา ซึ่งก็เนื่องมาจากปัญหาอาการบาดเจ็บของเขานั่นเองที่ทำให้ทีมอื่นไม่สนใจ และการล้างสนามไปนานเกือบ 2 ปีอีกด้วยที่น่าจะเป็นปัญหา

เปาลินโญ่ในลีกจีน

  เปาลินโญ่ กองกลางชาวบราซิเลี่ยน ถือว่าเคยเป็นตัวหลักของทางท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในยุคการคุมทีมของทิม เชอร์วู๊ด และต่อด้วยเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์คนปัจจุบันมาก่อน แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม และถูกขายออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 โดยขายมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกซุเปอร์ ลีกที่ประเทศจีน ด้วยค่าตัวประมาณ 14.4 ล้านยูโรในตอนนั้น ซึ่งทำให้เขาได้มาทำงานร่วมกับหลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิเลี่ยนที่เคยพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จมาแล้วเมื่อปี 2002 และเขาก็ได้เป็นนักเตะตัวหลักของทีมมาโดยตลอด และยังสามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศจีนได้ถึง 2 สมัย ในฤดูกาล 2015-2016 และ 2016-2017 รวมถึงแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก แชมป์รายการใหญ่สุดของสโมสรเอเชียด้วย ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในทวีปยุโรปนั่นเอง ในปีแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีมเลย

หลังจากเล่นให้กับทีมในแดนมังกรไป 2 ฤดูกาล ในช่วงเดือนสิงหาคม บาร์เซโลน่า ยักษ์ใหญ่จากลา ลีก้าสเปน ก็ได้ติดต่อมาขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และเปาลินโญ่ก็ได้ตอบรับข้อเสนอโดยทันที ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่บาร์เซโลน่าได้เสียเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลไปให้กับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บาร์เซโลน่ายอมยื่นเงินถึง 40 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม และเขาก็กลายไปเป็นตัวหลักของบาร์เซโลน่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และสุดท้ายก็คว้าแชมป์ลา ลีก้าสเปน รวมถึงโกปา เดล เรย์ได้สำเร็จด้วย รวมถึงติดทีมชาติบราซิลไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาด้วย และยังได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแดนกลางร่วมกับคาเซมิโร่ และฟิลิเป้ คูตินโญ่ด้วย

หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก เปาลินโญ่ กองกลางบราซิเลี่ยนวัย 30 ปีก็ถูกปล่อยกับมาให้กับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ในจีนอีกครั้ง ซึ่งมีหลายกระแสว่าเป็นทั้งการยืมตัว และบางแหล่งก็บอกว่าเป็นการซื้อขาดด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรเท่ากับตอนที่พวกเขาขายให้กับบาร์เซโลน่า โดยหลังจากที่เขาย้ายกลับมาเล่นในแดนมังกรอีกครั้ง ด้วยการสวมเสื้อหมายเลข 9 และช่วยทีมลงสนามไปแล้ว 7 นัด และสามารถทำประตูไปได้แล้วถึง 7 ประตูเลยทีเดียว เรียกได้ว่ากำลังร้อนแรงมากๆ และทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนกลับมามีลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้อีกครั้งแล้วด้วย

5 นักเตะค่าตัวแพงแดนมังกร

    ไชนีส ซุเปอร์ ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศจีน ที่เริ่มมามีการบูมขึ้นมาหลังจากทุ่มเงินซื้อนักเตะจากทวีปยุโรปไปร่วมทีมหลายคน ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2010 และหลังจากนั้นก็มีนักเตะระดับหัวแถวของยุโรปย้ายไปเล่นในลีกจีนกันหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคนนั้นมีมูลค่าการย้ายทีมมหาศาลไม่แพ้การซื้อขายในทวีปยุโรปเลยทีเดียว ซึ่งจะขอสรุป 5 นักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในการย้ายทีมมาเล่นในประเทศจีน

1.ออสก้าร์ กองกลางดีกรีทีมชาติบราซิล ที่ย้ายออกจากทีมเชลซี ซึ่งเป็นทีมดังในอังกฤษ มาร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมดังในเมืองเฮี่ยงไฮ้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 54 ล้านปอนด์เลยทีเดียว โดยตอนนั้นออสก้าอยู่ในวัยเพียง 25 ปีเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอายุที่กำลังพีคมากๆ ในการเล่นในยุโรป และการย้ายไปเล่นในลีกจีนถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างมากในช่วงนั้น

2.ฮัล์ค กองหน้าทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กไปร่วมทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจีในปี 2016 ด้วยค่าตัวถึง 50.2 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนย้ายทีมเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น ซึ่งเขายังเล่นมาจนถึงปัจจุบันในวัย 32 ปี ซึ่งการย้ายมาเล่นในจีนทำให้เขาไม่ได้ถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติบราซิลอีกเลยนับแต่นั้นมา

3.อเล็ก เตเซร่า เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยน ที่ย้ายจากชัคต้าร์ โดเน็ตส์ ทีมในยูเครนมาร่วมทีมเจียงซู ซูหนิน ในลีกจีนด้วยค่าตัวถึง 45 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2016 ซึ่งตอนนั้นมีทางลิเวอร์พูลที่สนใจคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยซ้ำ

4.แจ็คสัน มาร์ติเนซ กองหน้าร่างใหญ่ชาวโคลอมเบีย ที่ดังขึ้นมากับเอฟซี ปอร์โต้ แต่กลับไปล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริด จึงถูกปล่อยมาให้กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ทีมดังในจีนด้วยค่าตัว 37.8 ล้านปอนด์ ตั้งแต่ปี 2016 แต่เขากลับได้ลงสนามเพียง 10 นัดในปีนั้นเท่านั้น หลังจากนั้นเขาได้รับบาดเจ็บ และไม่สามารถกลับมาช่วยทีมได้เลย จนถูกปล่ยตัวออกจากทีมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

5.เปาลินโญ่ กองกลางทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาร์เซโลน่ากลับมาเล่นกับกวางโจว เอเวอร์แกรนด์อีกครั้ง หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยบาร์เซโลน่ายอมขายกลับมาให้ด้วยราคา 36 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นราคาเดียวกับที่เขาย้ายไปบาร์เซโลน่าเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง โดยก่อนหน้านั้นเขาย้ายจากสเปอร์มาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 12.6 ล้านปอนด์เท่านั้น

ดาวดวงใหม่จากตะวันออกกลาง

   นักเตะจากตะวันออกกลางแทบไม่เคยได้รับการยอมรับถึงความสามารถเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะหลายคนที่มาจากทวีปนี้ และได้เคยเล่นในยุโรปมาแล้ว ทั้งอาลี ดาอี กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติอิหร่าน ที่ก็เคยเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค และแฮร์ธ่า เบอร์ลินมาแล้ว และมาถึงเมห์ดี้ มาดาวีเคีย อดีตแบ็คขวาทีมชาติอิหร่านที่ก็เคยเล่นในบุนเดสลีก้ามาแล้วเช่นกัน แต่นับแต่นั้นมานักเตะจากตะวันออกกลางก็แทบไม่ได้ออกไปเล่นในเวทียุโรปอีกเลย ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีนักเตะจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตที่ดูเก่งมากอย่างโอมาร์ อับดุลราห์มาน เพลย์เมคเกอร์จอมแพรวพราวก็ไม่ได้โอกาสมาค้าแข้งในยุโรปเสียที แต่มีนักเตะอิหร่าน 1 คนที่ได้ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คืออาลีเรซ่า จาฮันบาสช์ ตัวรุกทีมชาติอิหร่านชุดทำศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียที่ผ่านมาด้วย ซึ่งเขาย้ายจากอาแซ๊ด อัคมาร์ ทีมดังในเอเรดิวิซีของฮอลแลนด์ไปร่วมทีมไบรท์ตันในศึกพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวถึง 17 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติของสโมสรด้วย

ตัวรุกวัย 24 ปีที่ถนัดเล่นในตำแหน่งปีกขวาเป็นส่วนใหญ่ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในลีกสูงสุดของฮอลแลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยสามารถทำได้ถึง 21 ประตูเลยทีเดียว และทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวของลีกเอเรดิวิซี่เมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วย ทำให้ทางไบรท์ตันตัดสินใจทุบกระปุกดึงตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเซ็นต์สัญญากันถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้เขาเริ่มต้นค้าแข้งในลีกบ้านเกิดกับทางดามัช เตหราน และดามัช กิลาน ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนจะได้ย้ายมาค้าแข้งในฮอลแลนด์กับเอ็นอีซี ไนเมเก้น เมื่อปี 2013 ตอนเขา 19 ปี และเขามาโดดเด่นในฤดูกาลที่ 2 ที่ตอนนั้นต้องอยู่ในลีกรอง หลังจากทีมต้องตกชั้นไปในฤดูกาลก่อน โดยทำไป 12 ประตูจาก 28 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ทำให้ถูกอาแซ๊ด อัคมาร์ดึงตัวมาร่วมทีม และได้ย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกในที่สุด ส่วนในนามของทีมชาติอิหร่านซึ่งเขาเริ่มติดทีมชาติมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็เป็นยุคการคุมทีมของคาร์ลอส เครอส กุนซือชาวโปรตุกีสคุมทีมอยู่แล้ว และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักมาโดยตลอดในยุคของอดีตมือขวาของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันในตอนที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย ซึ่งต้องมาดูว่าเขาเจ๋งแค่ไหนกับการเล่นในลีกที่หินที่สุดในโลก คงต้องมาลุ้นกัน

ปัญหาของนักเตะแอฟริกัน

   นักฟุตบอลเชื้อสายแอฟริกันนั้นถือว่ามีมีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ที่ส่งออกนักเตะไปค้าแข้งตามลีกต่างๆ มากมาย บ้างก็มีเป็นนักเตะ 2 สัญชาติบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมและสโมสรทั่วโลกต่างต้องการทัวนักเตะที่มาจากทวีปนี้มาก เนื่องจากพวกเขานั้นถือว่าเกิดมาด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่และแข็งแรงตามพันธุกรรมของพวกเขา รวมถึงเป็นพวกที่มีความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทักษะทางกีฬาที่ดีเลิศเท่านั้น พวกกลุ่มคนเหล่านี้มักจะเป็นประเภทที่มีดนตรีในหัวใจ และร้องเพลงได้ไพเราะมากด้วย หรือว่าจะเป็นสุดยอดนักกีฬาประเทภต่างๆ ก็มักจะมาจากทวีปนี้ และหากแยกออกมาเป็นในวงการฟุตบอล นักฟุตบอลจากทวีปนี้จะมีความเด่นชัดในเรื่องของรูปร่าง และความแข็งแรงในการเบียดแย่งบอลหรือการเข้าปะทะ ซึ่งมีกุนซือหลายคนชอบนักเตะประเภทนี้มาก คือลักษณะทางกายภาพ หรือ Physical ที่เหนือกว่าชาวบ้านเขา โดยโชเซ่ มูรินโญ่มักจะชอบใช้นักเตะประเภทนี้ อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา มิคาเอล เอสเซียง และคนอื่นๆ อีกมายมาย ซึ่งนักเตะเหล่านี้จะทำให้ทีมได้เปรียบค่อนข้างมากในการเบียดแย่งบอลกัน

แต่ปัญหาของนักเตะที่มาจากทวีปนี้ส่วนใหญ่คือมักจะเล่นกับลูกฟุตบอลไม่ค่อยเก่งนัก อย่างเช่นการเปิดบอล หรือการยิงประตูเป็นต้น ที่มีนักเตะหลายคนที่มีทักษะความเร็ว และความแข็งแรง และสามารถเลี้ยงหลบคู่แข่งได้ตลอด แต่พอมาถึงจังหวะการยิงประตูนั้นกลับทำได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายทีเดียว แต่หากนักเตะประเภทนี้สามารถเพิ่มทักษะในการทำประตูที่เฉียบขาดได้ นักเตะเหล่านั้นจะก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะระดับโลกได้ไม่ยากเลย อย่างเช่นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา กองหน้าชาวไอวอรี่ โคสต์ ที่เคยค้าแข้งกับเชลซี ซึ่งเป็นนักเตะที่ยิงประตูได้อย่างเฉียบขาด ทำให้เขากลายเป็นกองหน้าระดับท็อปของโลกในเวลานั้นเลย หรืออย่างซามูเอล เอโต้ อดีตกองหน้าทีมชาติแคเมรูน ที่ก็เป็นนักเตะที่เฉียบขาดเช่นกัน ทั้งตอนอยู่กับบาร์เซโลน่า และอินเตอร์ มิลาน และยังเป็นคนทำประตูชห้บาร์เซโลน่าในนัดที่เอาชนะอาร์เซน่อลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในปี 2006 อีกด้วย โดยตอนนี้ก็ยังมีนักเตะที่มาจากทวีปแอฟริกันที่ก็กำลังตามรอยดร็อกบา กับเอโต้มาติดๆ นั่นก็คือโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ กองหน้าทีมชาติอิยิปต์นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขาได้กลายเครื่องจักรในการถล่มประตูของลิเวอร์พูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เอเชี่ยนส์ เกมส์

    ผลการจับสลากรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลชายศึกเอเชี่ยนส์ เกมส์ ที่ถือว่าเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของทวีปเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย โดยกีฬาที่เป็นไฮไลท์ของการแข่งขันก็คงจะหนีไม่พ้นฟุตบอลอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะจำกัดอายุผู้เล่นที่ให้ส่งชุดยู 23 ของแต่ละชาติเข้าร่วม เหมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็ตาม โดยจะอนุญาตให้แต่ละประเทศส่งนักเตะที่อายุเกิน 23 ปีได้ทีมละ 3 คนเท่านั้น โดยผลที่จับออกมาปรากาฏว่าทีมชาติไทยอยู่ในกลุ่มบี โดยมีอุซเบกิสถาน บังกลาเทศ และกาต้าร์เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ซึ่งก็ถือว่าพอจะมีโอกาสเข้ารอบอยู่บ้าง ส่วนกลุ่มที่น่าสนใจก็มีกลุ่มเอฟที่ซาอุดิอาราเบียต้องไปอยู่กลุ่มเดียวกันกับทีมชาติอิหร่าน รวมถึงทีมชาติเกาหลีเหนือด้วย และมีเมียนมาร์ไปเป็นไม้ประดับของกลุ่มนี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเอาอันดับ 1 และอันดับ 2 เข้ารอบ และอันดับ 3ที่ดีที่สุดอีกถึง 4 ทีมเพื่อผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งหากไม่ย่ำแย่จนเกินไป ทีมชาติไทยน่าจะได้เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มเป็นอย่างน้อย ส่วนทีมชั้นนำอย่างทีมชาติญี่ปุ่นถูกจับไปวางในกลุ่มดี โดยมีทีมชาติเวียตนาม ทีมชาติปากีสถาน และทีมชาติเนปาลเป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม และกลุ่มอีที่เกาหลีใต้อยู่นั้นประกอบไปด้วยคีกิซสถาน มาเลเซีย และทีมชาติบาห์เรน

การแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนส์ เกมส์ครั้งนี้จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคม และจะไปจบกันในช่วงวันที่ 1 กันยายน ที่ประเทศอินโดนีเชียจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ไฮไลท์สำคัญสำหรับฟุตบอลรายการนี้คือทีมชาติเกาหลีใต้จะส่งซอน ฮงมิน กองหน้าตัวเก่งจากทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ติดทีมมาด้วย ซึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เพื่อที่กองหน้าวัย 26 ปีที่ต้องการจะช่วยชาติคว้าเหรียญทองให้สำเร็จ และโอกาสในการพิจารณาให้ผ่อนผันไม่ต้องทำการเกณฑ์ทหารรับใช้ชาติ ซึ่งจะทำให้เขาต้องเสียเวลาไปถึง 2 ปีเลยทีเดียวหากเขาไม่สามารถทำให้ทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้คว้าเหรียญทองให้ได้ โดยเกาหลีใต้นอกจากจะใช้ซอน ฮองมินเป็นโควต้าอายุเกิน 23 ปีแล้ว นอกนั้นก็มีชอน ฮยอนอู ผู้รักษาประตูจอมหนึบจากศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และฮวัง อุยโจ กองหน้าจากทีมกัมบะ โอซาก้าอีกคนด้วย ซึ่งทำให้โอกาสได้แชมป์ของพวกเขานั้นสูงมาก เนื่องจากทีมชาติญี่ปุ่นนั้นใช้ชุดเยาวชนทั้งชุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุดอายุไม่เกิน 21 ปีด้วย รวมถึงไม่มีกระดูกชิ้นโตอย่างทีมชาติออสเตรเลียด้วย ที่ไม่ได้ร่วมการแข่งขันเอเชี่ยนส์ เกมส์อยู่แล้ว

นักเตะที่เก่งสุดของเอเชีย

    นักฟุตบอลจากทวีปเอเชียเริ่มมามีการส่งออกมาค้าแข้งในทวีปยุโรปกันมาๆ ก็เมื่อหลังจากจบฟุตบอลโลก 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นมีนักเตะเอเชียจากประเทศเจ้าภาพทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ถึงแม้ว่าจะมีข้อครหาในการตัดสินของผู้ตัดสินอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนั้นมีนักเตะคนหนึ่งที่เล่นได้อย่างโดดเด่นมาก นั่นคือพาร์ค จีซอง กองกลางตัวกลั่นที่หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกแล้วเขาก็ได้ย้ายตามกุส ฮิดดิ้งไปค้าแข้งในฮอลแลนด์กับพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมดังของแดนกังหันลม และอยู่ค้าแข้งที่นั่นถึง 3 ปี ก่อนจะมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสันสนใจและดึงตัวมาค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวเพียง 4 ล้านปอนด์เท่านั้น โดยถือเป็นนักเตะคนที่ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกที่ได้เซ็นต์สัญญากับทีม ซึ่งคนแรกเป็นตง ฟางโจว กองหน้าชาวจีนที่สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่พาร์ค จีซองถือว่าทำผลงานได้แตกต่างตันโดยสิ้นเชิง เมื่อเขากลายเป็นกำลังเสริม และกำลังสำคัญของทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัยรวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างแน่นอนในเวลานี้ และมีการถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะเอเชียที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ถึงแม้ว่าจะมีนักเตะจากเอเชียหลายคนที่ได้ย้ายมาค้าแข้งในยุโรป ทั้งนักเตะทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมชาติญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทีมชาติออสเตรเลียก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จเท่ากัปอดีตกัปตันทีมชาติเกาหลีใต้อย่างแน่นอน เพราะแทบจะไม่เคยมีนักเตะเอเชียคนไหนที่ได้ค้าแข้งในทีมระดับชั้นนำของยุโรปอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อน ซึ่งพาร์ค จีซอง ได้อยู่ค้าแข้งกับทีมนี้ถึง 7 ฤดูกาลเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะแขวนสตั๊ดไปแล้วเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ตอนนี้ในวัย 37 ปีเขายังได้เป็นฑูตของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอีกด้วย ซึ่งถือว่าเขาได้รับเกียรติจากสโมสรเป็นอย่างมาก และในช่วงระยะต่อจากนี้ไปอีกซัก 10-20 ปี ก็ยังไม่น่าจะมีนักเตะจากเอเชียคนไหนที่จะประสบความสำเร็จได้เท่ากับเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้เกาหลีใต้จะมีนักเตะที่ชื่อซอน ฮองมิน กองหน้าชาวเกาหลีใต้ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่ากองหน้าอย่างเขาจะทำประตูได้มากกว่าพาร์ค จีซอง แต่ผลงานโดยรวมแล้วยังคงเป็นรอง และต้องพิสูจน์ตัวเอองอีกซักระยะหนึ่ง

ซลาตันยังสุดยอด

    หลังจากที่ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ย้ายไปค้าแข้งในเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ฟุตบอลลีกของเมืองลุงแซมกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ไม่มีดาวดังไปค้าแข้งที่อเมริกานานพอสมควรแล้ว โดยคนสุดท้ายที่เป็นซุเปอร์สตาร์ก็คือสตีเว่น เจอร์ราร์ดที่ย้ายไปเล่นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แล้วยิ่งเขาย้ายไปค้าแข้งให้กับลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ หรือแอลเอ กาแล็กซี่ที่รู้จักกันดีนั่นเอง ซึ่งเป็นทีมเก่าของเดวิด เบ็คแฮ่ม และสตีเว่น เจอร์ราร์ดด้วย ซึ่งเป็นทีมที่อยู่ในเมืองที่ใหญ่ในด้านของการตลาด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอลเอเป็นเมืองแห่งฮอลลีวู๊ดด้วย

หลังจากย้ายไปค้าแข้งที่นั่น “เดอะ ก็อด” ก็สร้างเรื่องราวต่างๆ มากมายเหมือนดั่งเทพนิยายเลยก็ว่าได้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่นัดเปิดตัวของเขาที่ลงมาเป็นตัวสำรอง แต่กลับซัด 2 ประตูให้ทีมกลับมาเอาชนะคู่แข่งได้สำเร็จ 4-3 ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนบอลในอเมริกา และแฟนฟุตบอลทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากคืนนั้นมีการแชร์เรื่องราวกันมากมายผ่านโลกโซเชี่ยลต่างๆ ถึงการทำประตูของซลาตัน อิบราฮิโมวิช โดยเฉพาะการยิงเกือบครึ่งสนามหลังจากถูกเปลี่ยนตัวลงไปไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ ทำให้ทั่วโลกทราบกันดีว่าเขายังมีความสุดยอดอยู่ในตัว ถึงแม้ว่าจะอายุปาเข้าไป 36 ปีแล้วก็ตาม แต่ความสามารถของเขายังเล่นอยู่ในลีกยุโรปได้แบบสบายๆ ด้วยซ้ำ แต่เขาก็เลือกมาค้าแข้งในดินแดนสหรัฐอเมริกาแทน

ล่าสุดเขาสามารถทำแฮตทริคแรกในศึกเมเจอร์ ลีกได้สำเร็จแล้วด้วย หลังจากเล่นให้ทีมมาไม่ถึง 20 นัดด้วยซ้ำ โดยนัดที่เอาชนะออร์แลนโด้ ซิตี้ ทั้งๆ ที่ถูกนำไปก่อน 1-2 แต่ซลาตัน อิบราฮิโมวิชใช้เวลาไม่ถึง 25 นาทีในครึ่งหลังซัดแฮตทริคและพาทีมแอลเอ กาแล็กซี่กลับมาเอาชนะได้ในท้ายที่สุด 4-3 และพาทีมขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโซนตะวันตกแล้ว และน่าจะได้เล่นเพลย์ออฟอย่างแน่นอน ซึ่งจาก 17 นัดที่เขาลงสนามช่วยทีม ดาวเตะวัย 36 ปีสามารถทำได้ถึง 15 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ และ 8 นัดหลังสุดที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงสามารถทำได้ถึง 12 ประตูเลยทีเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงความสุดยอดด้านร่างกาย และความสามารถของเขาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่ในลีกยุโรปก็ตาม แต่เมเจอร์ ลีกก็ถือว่าน่าจะเทียบได้กับลีกยุโรประดับกลางๆ เลยทีเดียว ซึ่งยังไม่แน่ว่าเขาจะเล่นอยู่ที่นี่ไปถึงเมื่อไหร่ หรือว่าจะย้ายกลับไปเล่นในยุโรปอีกครั้งหลังจากจบฤดูกาลที่นี่